วันพุธที่ 2 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559

สยามวิปโยค


ประวัติศาสตร์ ตามความหมายโดยทั่วไปนั้นหมายความถึงช่วงเวลาที่เกิดขึ้นมาในอดีต ซึ่งผ่านพ้นไปแล้ว ช่วงอายุขัยของคนเรานั้น บางคนก็อาจจะยาวนานมาก เรื่องต่างๆ หลายเรื่องจึงไม่ถูกจดจำไว้เนิ่นนานนัก แต่สำหรับเรื่องที่มีความสัมพันธ์ผูกพันกันก็มักจะจดจำไว้ได้ตลอดไป แต่ละคนก็มีเรื่องราวที่ต้องจดจำมากมายเช่นกัน ทั้งเรื่องของตนเอง ของผู้ที่เกี่ยวข้อง ของผู้ที่รู้จักมักคุ้น หรือแม้แต่เรื่องราวของบุคคลอื่นที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆ กับชีวิตความเป็นอยู่ของเราทั้งสิ้น แต่ก็จำเป็นต้องจดจำเอาไว้ เพราะมันจะถูกนำมาออกข้อสอบในตอนสิ้นปีการศึกษาเพราะถูกกำหนดไว้ให้ใช้เป็นแบบเรียนของวิชาประวัติศาสตร์

13 ตุลาคม 2559 ก็เป็นอีกวันหนึ่งที่จะต้องถูกจารึกและจดจำไว้ในหัวใจของคนไทยทั้งชาติไปจนตราบวันสิ้นลมหายใจ หาก "คนไทย" คนนั้นได้มีโอกาสศึกษาชีวประวัติของ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช  พระเจ้าอยู่หัวในพระบรมโกศของเราอย่างละเอียดลึกซึ้งมาอย่างต่อเนื่อง และ "มีความรู้" "ความเข้าใจ" ในพระราชกรณียกิจทั้งหลายที่พระองค์ทรงทุ่มเทพระวรกายมาตลอดพระชนม์ชีพโดยไม่เห็นแก่ความยากลำบากพระวรกายแม้แต่นิดเดียว ตั้งแต่วันที่ปรงขึ้นครองราชย์จนกระทั่งถึงวันที่เสด็จสวรรคต

ชีวิตของผมตั้งแต่เริ่มจำความได้ เริ่มรู้จักหลบหลีกพ่อแม่แอบหนีออกไปชมหนังกลางแปลงที่มาขายยาแถวในวัดบ้าง หน้าอำเภอบ้าง ซึ่งสำหรับคนจากชนบทที่ห่างไกลความเจริญอย่างผม นั่นคือความสุขสุดยอดจริงๆ และก่อนที่จะฉายหนังเรื่องก็จะมีการฉายหนังข่าวก่อน 1 รอบตามธรรมเนียมปฏิบัติ เริ่มต้นด้วยด้วยพระราชกรณียกิจของในหลวงในการเสด็จไปทรงเยี่ยมราษฎรตามสถานที่ต่างๆ ทั่วทั้งประเทศไทย การริเริ่มโครงการในพระราชดำริต่างๆ ที่มีส่วนช่วยสนับสนุนให้ประชาชนมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น แล้วช่วงนั้นก็มักจะตามมาด้วยรามเกียรติ์ประยุกต์ที่ตัวยักษ์น่ะเป็นคอมมิวนิสต์ด้วย  อ้อ ลืมบอกไป ช่วงกำลังดื้อน่ะเป็นประมาณช่วงปี 2507 - 2512 ผมยังจำได้ดีว่าชาวบ้านนั่งมองกันตาแป๋วด้วยความสนใจเพราะยังไม่มีใครได้มีโอกาสได้เห็นพระองค์ท่านจริงๆ สักครั้งในชีวิต ตัวผมเองในช่วงนั้นก็มองพระองค์เป็นเหมือนสมมุติเทพ ที่ไม่สามารถจับต้องได้ อาจจะเพราะดูลิเกบ่อยไปก็เป็นได้

ผมได้มีโอกาสครั้งสำคัญในชีวิตที่ได้ตามเสด็จเพื่อถวายความปลอดภัยให้กับพระองค์ท่านอย่างใกล้ชิด เมื่อคราวที่พระองค์เสด็จมาเยี่ยมชมโครงการอ่างเก็บน้ำท่ากระบาก บ้านท่ากระบาก ต.ท่าแยก อ.เมือง จ.สระแก้ว (เมื่อครั้งที่ยังเป็น อ.สระแก้ว จ.ปราจีนบุรี) ดูเหมือนตั้งแต่ปี 2536 เป็นต้นมาจะใช้ชื่อว่า โครงการพัฒนาพื้นที่ราบเชิงเขาจังหวัดสระแก้ว - ปราจีนบุรี ตามพระราชดำริ ซึ่งเป็นอ่างเก็บน้ำขนาดเล็ก นอกจากนั้นก็ยังมีสถานีเพาะเลี้ยงสัตว์ป่าช่องกล่ำบนและโรงงานพลังงานแสงอาทิตย์เข้าไปอีกด้วย แต่ในระยะแรกๆ นั้นพื้นที่นี้ได้รับการยอมรับกันทั่วไปว่าเป็นพื้นที่สีชมพูอมแดงนะครับ

ทรงเสด็จพระราชดำเนินดำเนินไปทอดพระเนตรโครงการนี้มา 7 ครั้งตั้งแต่เริ่มโครงการเมื่อ ปี 2521 โดยเสด็จไปเยี่ยมราษฎรในพื้นที่โครงการครั้งแรกเมื่อ 12 พฤษภาคม 2521 

แต่มามีโอกาสได้ถวายความปลอดภัยครั้งแรกในเครื่องแบบ ส.ห.พร้อมกับยศสิบเอก ในวันพฤหัสบดีที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ.2524 อาวุธประจำกายที่ใช้ก็คือ ปลย.11 เมื่อทรงเสด็จพระราชดำเนินมาเป็นครั้งที่ 4 เพื่อทรงเยี่ยมและพระราชทานธง ให้แก่ไทยอาสาป้องกันชาติ ที่บ้านคลองทราย หมู่ 8 ต.หนองตะเคียนบอน อ.วัฒนานคร ทรงเยี่ยมราษฎรในหมู่บ้านแล้วเสด็จพระราชดำเนินต่อไปยังโครงการอ่างเก็บน้ำท่ากระบากในวันเดียวกัน 

ครั้งที่สองในวันเสาร์ที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ.2524 ในครั้งนั้นทรงเสด็จพระราชดำเนินมาเป็นครั้งที่ 5 ที่โครงการอ่างเก็บน้ำท่ากระบาก สถานีเพาะเลี้ยงพันธ์สัตว์ป่าช่องกล่ำบนและโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ พร้อมกับประธานาธิบดีซุนดูวานของเกาหลีใต้

ครั้งที่สามในวันเสาร์ที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ.2525 ทรงเสด็จพระราชดำเนินมาเป็นครั้งที่ 6 ที่โครงการอ่างเก็บน้ำบ้านคลองทราย สถานีเพาะเลี้ยงพันธ์สัตว์ป่าช่องกล่ำบนและโรงเรียนบ้านร่มเกล้า อ.วัฒนานคร 

ที่พูดถึงเฉพาะการเสด็จมาที่โครงการนี้ก็เพราะผมมีภาพประทับใจที่ยังเก็บไว้ในความทรงจำเสมอมา คือ พระองค์จะทรงขับรถยนต์พระที่นั่งด้วยพระองค์เองทุกครั้ง ในการเสด็จมาครั้งหนึ่งพระองค์ทรงงานด้วยการพบปะและซักถามประชาชนด้วยความสนพระทัยจนเลยเวลาที่จะเสด็จกลับตามที่กำหนดไว้มาก ประกอบกับวันนั้นมีฝนตกหนักอีกด้วย ในที่สุดฟ้าก็เริ่มมืดสลัวลง จนพระองค์ท่านต้องอาศัยแสงจากไฟฉายของสมเด็จพระเทพฯ ที่ตามเสด็จมาอย่างใกล้ชิดด้วย และต้องเรียกให้รถเกราะล้อยางของ ต.ช.ด.ที่ถวายความปลอดภัยจากวงรอบชั้นกลางเลื่อนเข้ามาใกล้แล้วเปิดไฟหน้ารถส่องตรงเข้ามา วันนั้นผมนั่งคุกเข่าอยู่ข้างหลังของพระองค์ท่านหันด้านข้างออกอยู่ห่างเพียงไม่ถึง 2 เมตร นั่นเป็นระยะใกล้ที่สุดเท่าที่ผมเคยได้ถวายควาามปลอดภัยมา

แต่การมีโอกาสได้ถวายความปลอดภัยให้กับพระองค์ และพระบรมวงศานุวงศ์ทุกพระองค์อย่างใกล้ชิดถือเป็นความภูมิใจอย่างใหญ่หลวงของชีวิตรับราชการในเครื่องแบบ ส.ห.ของผม และก็มั่นใจในความจงรักภักดีต่อราชวงศ์จักรีอย่างหาที่สุดมิได้ เสียดายอยู่นิดหน่อยที่ไม่มีรูปภาพเอามาอวดให้ใครดูได้เลย ก็ขอเก็บเอาเรื่องเหล่านี้ไว้ในใจ เป็นประวัติศาสตร์ส่วนตัวคนเดียวก็แล้วกัน 

ด้วยยพระบรมเดชานุภาพของพระองค์ท่าน เป็นที่แน่นอนว่าพระองค์ท่านได้ทรงเสด็จสู่สวรรคาลัย สมดังที่ประชาชนคนไทยทุกคนพากันแผ่พลังใจเกื้อหนุนด้วยความจงรักภักดีต่อพระองค์ท่าน ด้วยหัวใจอันบริสุทธิ์และซื่อสัตย์อย่างเต็มเปี่ยม 

น้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้นอันหาที่สุดมิได้
ข้าพระพุทธเจ้า พันโทชนินท์ เพชรรัตน์





Twitter ของ คสช.