• ทหารสารวัตร คือ ผู้พิทักษ์รักษาภาพลักษณ์ของกองทัพ

Twitter ของ คสช.

ผู้มาเยือน

Translate

เริ่ม 11 มีนาคม 2554

free counters

วันพฤหัสบดีที่ 13 สิงหาคม พ.ศ. 2558

ช่วยตัวเอง

ชีวิตรับราชการของกำลังพลหน่วยทหารสารวัตรส่วนภูมิภาค มีความแตกต่างกับส่วนกลางและส่วนกำลังรบอย่างมากในทุกด้าน ทั้งด้านการปฏิบัติงาน การดำเนินการด้านธุรการและกำลังพล ด้านยุทธการและการฝึก ด้านการส่งกำลังบำรุง ทั้งนี้ สืบเนื่องมาจากอัตราการจัดกำลังของหน่วยนั่นเอง อ้อ คงจะต้องทบทวนความรู้ขั้นพื้นฐานกันหน่อยแล้วล่ะครับ ว่าหน่วยทหารสารวัตรของกองทัพบก แบ่งออกเป็น 3 ส่วน คือ

  • ส่วนกลาง ซึ่งหมายถึง กรมการสารวัตรทหารบก 
  • ส่วนภูมิภาค หมายถึง หน่วยทหารสารวัตรในสังกัดของ  มณฑลทหารบก จังหวัดทหารบก และ จังหวัดทหารบก(ส่วนแยก) 
  • ส่วนกำลังรบ หมายถึง หน่วยทหารสารวัตรในสังกัดหน่วยรบ ได้แก่ กองพลทหารราบ กองพลทหารม้า กองพลทหารปืนใหญ่ กองพลทหารปืนใหญ่ต่อสู้อากาศยาน และ กองพลทหารช่าง(ถ้าบังเอิญมีครับ) 
บอกตรงๆ ว่าตัวผมเองลาออกจากราชการมานานแล้ว ทำให้ไม่ค่อยจะรับรู้ถึงความเปลี่ยนแปลงของอัตราการจัดหน่วยใหม่มากนัก เนื่องจากเป็นเรื่อง "ลับที่สุด" ซึ่งผมรู้ตัวดีว่าไม่มีสิทธิในการเข้าถึงข้อมูล มีแต่พวกน้องๆ เค้ามาเล่าให้ฟัง โดยเฉพาะ หน่วยระดับ จทบ.(ส่วนแยก) ซึ่งมลายหายไปนานหลายปีแล้วตั้งแต่ผมยังคงรับราชการอยู่ และเร็วๆ นี้มีข่าวแว่วมาว่า หน่วยระดับ จทบ.ก็กำลังจะสูญพันธุ์ด้วยเนื่องจากได้รับการปรับเลื่อนเป็น มณฑลทหารบก กันถ้วนหน้า ทั้งประเทศ

ก็นับว่าเป็นความเติบโต(เฉพาะส่วนหัว)ของกองทัพบกเรา  
ขอแสดงความยินดีด้วยครับ



เมื่อบทความก่อนๆ ผมเคยพูดถึงความพยายามของกำลังพล เหล่า สห.หลายๆ คนที่ต้องการขยับขยายตัวเองจากข้อจำกัดของการเจริญเติบโต ทั้งด้าน ยศ ตำแหน่ง และรายได้ ด้วยการทุ่มเท อุตสาหะพยายาม ดิ้นรนเข้ารับการศึกษาหลักสูตรเพิ่มเติมต่างๆ เช่น กระโดดร่ม จู่โจม เพื่อนำพาตัวเองปรับย้ายไปอยู่หน่วยอื่นๆ เช่น หน่วยรบพิเศษ ซึ่งมีรุ่นพี่หลายคนก็พากันเดินล่วงหน้าไปก่อนแล้ว หรือย้ายตัวเองไปสู่ส่วนกลางเพื่อหาโอกาสในการศึกษาต่อ หรือปรับย้ายตัวเองไปสู่หน่วยงานอื่นที่ไม่จำกัดเหล่า เพื่อโอกาสต่างๆ กันออกไปตามแต่ความต้องการ หลายคนมองข้ามกระทรวงไปที่หน่วยงานอื่นๆ เช่น สตช. หรือ กระทรวงอื่นๆ ซึ่งก็ไม่แปลกอะไร เพราะเพื่อนๆ ผมหลายคนที่อยู่นอกกระทรวงกลาโหม บางคนก็เติบโตเป็นถึง ผอ.กอง บางคนเป็นถึง ผกก.สภ.อ. บางคนก็เป็น หน.ส่วนงาน บางคนเป็นปลัดอำเภอ เป็น นายกเทศมนตรี เป็น กกต.จังหวัด เป็นผู้พิพากษาสมทบ ตามแต่ความถนัดของตน

กำลังพลกลุ่มแรกที่ดิ้นรนหนีออกไปจากความจำเจของหน่วย เป็นกำลังพลประเภท "นักเรียนนายสิบ" ที่เพิ่งจะสำเร็จการศึกษามาใหม่ๆ มักจะมีความทะเยอทะยานที่จะสร้างตัวให้พุ่งปราดไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว หลายคนมุ่งหวังในหลักสูตรเสริมทั้ง ร่ม จู่โจม แล้วก็ปริญญาบัตร จากนั้นก็เข้าสอบแข่งขันเลื่อนยศเป็นนายทหารสัญญาบัตร เพื่อเข้าสอบเรียนหลักสูตร เสนาธิการ หลักสูตรประจำ นั่นคือความมุ่งหวังของหลายๆ คน ซึ่งส่วนที่เหลือก็เป็นปัญหาของประสิทธิภาพของแต่ละท่านเองแล้วครับ

หน่วยทหารสารวัตร ในวันนี้จึงเป็นเพียงศาลาพักใจของคนหลายๆ คน ที่หน่วยงานเดิมของผมมีลูกชายของ สห.รุ่นเก่าหลายคนแต่งเครื่องแบบ สห.แทนพ่อ ด้วยความภาคภูมิใจ เพราะเค้ามองเห็นถึงคำว่า "อาชีพ" ที่ต้องรักษาไว้เป็นหลักประกันให้กับครอบครัว เป็นอาชีพที่สุจริต มั่นคง ที่ต้องรักษาไว้ด้วยหลักการของตัวเอง


ยังยืนยันอยู่ ณ เวลานี้ว่า อาชีพทหารที่ยังคงต้องเข้าแถววิ่ง ยึดพื้น ซ้ายขวาหันตามคำสั่งน่ะ ควรจะหมดวาระลงเมื่ออายุถึง 50 ปีแล้วล่ะ เพราะส่วนที่เหลือน่ะควรปล่อยไว้ให้กับผู้ที่มีตำแหน่งหน้าที่ที่ต้องอาศัยประสบการณ์ในการทำงาน เช่น แพทย์ เจ้าหน้าที่ชำนาญงานเฉพาะตำแหน่ง เช่น นักวิเคราะห์ข้อมูล นักวิทยาศาสตร์ นักวิจัย  แต่ถ้าจะใช้ทหารแก่อายุ 58 ไปกระโดดร่มเข้าจู่โจมหลังแนวป่าเพื่อปิดล้อมจับกุมข้าศึกละก็ควรจะคิดดูใหม่วันละหลายๆ ตลบเชียวล่ะ ว่ามันจะสนุกแค่ไหน

ไม่ใช่อะไรหรอก ผมสงสารเพื่อนๆ หลายคนที่ยังวิ่งเปะปะหาวันทวีคูณอยู่ในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้น่ะครับ แต่บางคนมันรู้ตัวดีก็นั่งซดเบียร์อยู่ในห้องแอร์ของฝ่ายยุทธการ งานเบาหน่อย แต่ไอ้บางคนยังหน้าด้านไปกอดปืนนั่งซุกอยู่ในป่าหรือแบกปืนวิ่งไล่ทุบไอ้พวกนั้นนี่ซี่ ที่เป็นห่วง และก็รู้ดีว่าที่มันไม่เคยวิ่งหนีใคร ก็เพราะมันวิ่งไม่ไหวแล้วครับ ทั้งโรคเก๊าท์ ทั้งความดันโลหิตสูง ยังรอดูอยู่ว่ามันจะหน้าด้านอยู่ต่ออีกซักกี่ปี

ทำไงได้ เป็น เหล่า สห.แต่ไปสังกัด กองพันรบพิเศษ 

วันพุธที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2558

เมื่อถึงวาระ



เมื่อครั้งที่ยังคงรับราชการอยู่และมีเรี่ยวแรงในระดับใช้การได้ เคยพูดคุยกับเพื่อนพ้องในเชิงปรึกษาหารือกันในวงเหล้าอยู่เสมอว่า พวกเราควรจะยุติบทบาทของตัวเองเมื่ออายุได้เท่าไหร่? บรรดา สห.รุ่นพี่ที่มีอาวุโส คืออายุเกิน 50 ปีแล้วท่านก็ให้คำอธิบายไว้ว่า ท่านยิ่งรับราชการมานานก็ยิ่งมีประสบการณ์สูงสามารถทำให้งานประสบความสำเร็จได้มากกว่าผลงานของ สห.หนุ่มรุ่นใหม่ ซึ่งในช่วงเวลานั้นผมอายุยังไม่ถึง 50 ประสบการณ์การทำงานยังน้อยจึงไม่อาจโต้เถียงพี่เค้าในข้อนี้ แต่ผมมาพบคำตอบในไม่กี่เดือนต่อมาเมื่อมีเหตุกลุ่มวัยรุ่นทะเลาะวิวาทกันในตลาดซึ่งเป็นที่ตั้งของ ป้อม สห.และมีเสียงปืนดังขึ้นมาทำให้ผู้คนแตกตื่นโกลาหลทั้งตลาดโต้รุ่ง จากนั้นก็มีกลุ่มวัยรุ่นวิ่งแตกฮือออกมามากมาย  กำลังพลสายตรวจ สห.และ จนท.สห.ประจำป้อมบางคนก็เลยออกวิ่งไล่กวดจับผู้ก่อเหตุไว้ได้หลายคน ปรากฎว่าบรรดาผู้ที่ออกวิ่งไล่จับก็มีแต่บรรดา สห.ใหม่ๆ หนุ่มๆ ทั้งสิ้น ส่วนพี่ใหญ่สูงอายุท่านยืนสั่งการอยู่หน้าป้อม ท่านแจ้งว่า "ไม่มีแรงวิ่งไล่โว้ย" ทำให้ผมบรรลุสัจธรรมที่ว่า งานของ สห.บางอย่างก็ไม่เหมาะกับผู้สูงอายุอย่างแน่นอน และประสบการณ์ของท่านทำให้ท่านเลือกที่จะยืนดูเฉยๆ มากกว่าที่จะเอาตัวเข้าไปเสี่ยงในสถานการณ์เช่นนี้ นี่คือความแตกต่างในด้านจิตใจ เพราะคนหนุ่มพร้อมที่จะทยานเข้าใส่ทุกปัญหาที่เกิดขึ้น ไม่ใช่ด้วยความหุนหันพลันแล่น แต่ก็ผ่านการไตร่ตรองแล้วว่าสมควรทำอย่างไร? และประเมินสถานการณ์ เรี่ยวแรงของตนเป็นอย่างดีแล้ว

นั่นเป็นเหตุผลที่ในเวลาต่อมา เมื่อมีโอกาสเข้าไปเป็นผู้นำหน่วย ผมมักจะดึงผู้สูงวัยให้เข้ามานั่งปฏิบัติหน้าที่ในด้านธุรการหรือการรักษาการณ์ภายในหน่วย มากกว่าที่จะผลักดันให้ออกไปปฏิบัติงานภายนอกหน่วยซึ่งมีอัตราเสี่ยงสูงในการที่จะต้องเข้าระงับเหตุหรือต้องเผชิญกับเหตการณ์คับขันเร่งด่วนที่ต้องอาศัยการตัดสินใจที่รวดเร็วและแน่นอนว่าร่างกายจะต้องพร้อมด้วย ซึ่งนี่เป็นเหตุผลที่สำคัญที่สุด พี่ใหญ่บางท่านของผมเคยสั่งสอนว่า "อย่าไปคิดมาก ไม่มีอะไรหรอก" จนถึงทุกวันนี้ผมยังคิดเสมอว่าคำสั่งสอนนั้น "ผิด" การปฏิบัติหน้าที่ของ สห.ควรจะมีการประเมินสถานการณ์ไว้ในทุกขั้นตอนของการปฏิบัติและไม่ควรมองสถานการณ์ในทาง "บวก" แต่ต้องคิดเผื่อไว้ในทาง "ลบ" เพื่อที่จะกำหนดมาตรการป้องกันไว้ล่วงหน้าได้อย่างทันท่วงที

ผมจำได้ว่าเคยมีลูกน้องผมบางคนหัวเราะเยาะเมื่อผมจัดทำร่างระเบียบสถานีทหารสารวัตร กำหนดแนวทางการปฏิบัติงานของ จนท.สห.รักษาการณ์ทุกตำแหน่งเมื่อมีเหตุการณ์ต่างๆ เกิดขึ้น รวมถึงมาตรการป้องกันต่างๆ ที่อาจจะเกิดขึ้น เช่น กรณีเหตุเพลิงใหม้ กรณีถูกจู่โจม เป็นต้น และก็แน่นอนว่ามีคนอ่านเพียงไม่กี่คนเท่านั้น กำลังพลส่วนมากพอใจที่จะทำทุกอย่างตามคำสั่งที่มีในช่วงเวลานั้นเท่านั้น แต่จะไม่ยอมรับรู้คำสั่งที่เป็นลายลักษณ์อักษรซึ่งต้องอาศัยการอ่านและจดจำใส่สมองไว้ล่วงหน้า

ผมกับเพื่อนๆ พ้องบางคนเลยสรุปได้ว่า อายุ 50 ปีควรจะเป็นเวลาของการหลุดพ้นจากการสวมเครื่องแบบสารวัตรทหารได้แล้ว แน่นอนว่า ยกเว้นนายทหารที่เป็นผู้สั่งการ (แต่สำหรับผมถึงจะเป็นนายทหารแต่ผมก็ยอมรับสภาพในความไม่พร้อมของสังขารที่จะต้องไปสมบุกสมบันกับลูกน้องที่อายุน้อยกว่าครับ หลังจากที่ออกไปทดลองมาหลายงาน) แต่ไม่ใช่ยุติบทบาทชีวิตรับราชการที่ยังคงเหลืออีกนับ 10 ปี แต่ก็ควรจะปรับย้าย โอนเปลี่ยนมาเป็น จนท.ในสายงานธุรการที่มีอยู่มากมาย

เว้นแต่ ผบ.หน่วยต้องการย้ายเด็กในบังคับของตนเองมาบรรจุลงครองตำแหน่งในอัตราชั้นยศที่สูงกว่า นั่นก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่ผมไม่กล้าเข้าไปก้าวก่ายให้คำแนะนำหรอกครับ เมื่อยปากเปล่าๆ

หากฟังข่าวสารบ้านเมืองจะเห็นมีข่าวการต่ออายุราชการของข้าราชการประจำบางสายงานออกไปอีกเป็น 65 ปี หรือ 70 ปีแล้วแต่การพิจารณาและข่าวนี้ก็มีมาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งในความคิดเห็นส่วนตัวแล้วผมคิดว่าอายุราชการของ ข้าราชการทหารควรจะยุติลงเพียง 55 ปีจะเป็นการเหมาะสมที่สุด โดยเฉพาะในตำแหน่งระดับสูงที่มีอยู่น้อยแต่มีกำลังพลมากกว่าจนต้องเกิดตำแหน่ง "ประจำ" มากมายมหาศาลทำให้ต้องมองหางานออกไปนอกกองทัพมาให้ทำ  ในขณะที่กำลังพลในระดับปฏิบัติงานต่างก็พากันลาออกจากราชการ ทั้งในโครงการ นอกโครงการปีละนับไม่ถ้วน จนบางหน่วยต้องมีการระงับยับยั้งเอาไว้ ไม่งั้นอนาคตมีหวังเหลือแต่ค่ายว่างๆ เป็นแน่

คนที่ต้องการให้ต่ออายุก็อ้างว่ากำลังพลไม่เพียงพอ แต่กลับไม่ยอมเปิดให้มีการสอบบรรจุเข้าไปทดแทน แล้วก็ให้เหตุผลว่าคนที่อายุมากมีประสบการณ์ในการทำงานสูง ผมยังขอค้านเต็มปอดเลยว่าเหตุผลนี้ฟังไม่ขึ้นหรอกครับ มีข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ท่านใดบ้างล่ะที่สามารถทำงานได้เองโดยไม่มีผู้ใต้บังคับบัญชาเป็นมือเป็นเท้าให้ ทั้ง ร่าง พิมพ์ ทาน ตรวจ ทำสำเนา แถมบางครั้งต้องปลอมลายเซ็นต์ให้อีกด้วย (พูดจริงๆ นะนี่) แต่สำหรับครูบาอาจารย์ล่ะก็ ผมชูจั๊กกะแร้สนับสนุนครับ ต่อให้อายุถึง 80-90 ปี หรือจนถึงวันสิ้นลม ผมก็ยังเห็นควรให้ท่านสอนหนังสือต่อไปได้ตามที่ท่านต้องการ เพราะประสบการณ์ของท่านมีมากแน่นอน (อันนี้ผมสนับสนุนเฉพาะครูอาจารย์ที่เป็นผู้สอนนะครับ ไม่ใช่ผู้บริหาร)

ที่สำคัญก็คือนโยบายการขยายอัตราหน่วยทหารขึ้นมามากมาย โดยมีแต่ "โครง"  ได้รับงบประมาณในการก่อสร้างหน่วย มีงบประมาณในการบริหารหน่วย มีการบรรจุกำลังพลที่เป็นผู้บังคับบัญชาชั้นสูงลงไปจนเต็มอัตรา แต่ไม่มีกำลังพลนายสิบ นายทหารอื่นๆ ทั้งสิ้น แต่ในหน่วยงานบางหน่วยที่มีอยู่เดิมของส่วนภูมิภาคกลับไม่ได้รับการดูแลในด้านสวัสดิการอย่างทั่วถึง เรื่องเหล่านี้เป็นเรื่องสำคัญเรื่องหนึ่งที่บั่นทอนกำลังใจของกำลังพลที่เป็นระดับ "ผู้ปฏิบัติงาน" อย่างแท้จริง

นั่นคือกำลังพลในระดับ พลทหาร จนถึง พันโท ของกองทัพบกนี่เอง

นี่ยังไม่ได้เอ่ยถึงเรื่องของเงินเพิ่มพิเศษนานาชนิด ของบางหน่วย เงินประจำตำแหน่ง การได้รับ พ.ส.ร.ของกำลังพล การได้มาของวันทวีคูณ การได้รับสิทธิในการไปปฏิบัติราชการพิเศษ เรื่องหลายๆ เรื่องยังคงเป็นที่กังขาในด้านความยุติธรรม และความเสมอภาคของกำลังพล

เพราะทหารต้องมีวินัย

แต่ไม่ได้หมายความว่า ทหารจะต้องไม่มีความยุติธรรม


วันศุกร์ที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2558

เริ่มต้นและจบลง


ขอเรียนให้ทราบไว้ก่อนนะครับว่าบทความนี้เขียนขึ้นด้วยประสบการณ์จากการทำงานของผมเอง ดังนั้นจึงเป็นความคิดเห็นส่วนตัวของผมเองซึ่งอาจไม่สอดคล้องตรงกันกับความคิดของผู้อื่นอย่างแน่นอนและผมเองย่อมต้องรับผิดชอบต่อความคิดเห็นเหล่านี้อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ นั่นจะเป็นหลักฐานแสดงให้ผู้อ่านทราบว่า บางทีความคิดของ สห.รุ่นเก่าๆ อย่างผมก็ไม่ได้เรื่องเหมือนกัน เป็นโชคดีอย่างมากของกองทัพบกที่ผมลาออกมา 8 ปีแล้ว ไม่มีโอกาสอยู่ถ่วงความเจริญของเหล่า สห.อีกต่อไป

สิ่งหนึ่งที่ผมจดจำไว้อย่างแม่นยำตั้งแต่วันแรกที่ได้รับการบรรจุเข้ารับราชการก็คือ ต้องพร้อมที่จะปฏิบัติหน้าที่โดยทันที เนื่องจากหลังจากที่เข้ารายงานตัวต่อ ร.ต.สนั่น  ยังพิทักษ์ ผบ.มว.สารวัตร ในตอนเช้าของวันที่ 1 พฤษภาคม 2524 แล้วท่านก็พาเข้ารายงานตัวต่อ พ.ท.ชื่นเกียรติ กาญจนะ รอง ผบ.จทบ.ป.จ.(ส่วนแยกอรัญประเทศ) ในครึ่งชั่วโมงต่อมา จากนั้นก็กลับมาที่ บก.มว.สารวัตร ผู้หมวดท่านถามผมว่าพร้อมจะทำงานหรือยัง จำได้ว่าตอบไปว่า "พร้อมแล้วครับ" ที่ตอบไปอย่างนั้นเพราะมั่นใจในตัวเองว่าพร้อมจริงๆ เนื่องจากถุงทะเลที่แบกไปเพียงใบเดียวนั่นมีทั้งเครื่องแบบชุดปกติแขนยาว เครื่องแบบชุดฝึก และอุปกรณ์ประกอบเครื่องแบบ สห.ที่ใช้งานมาแล้วเมื่อครั้งที่ออกไปฝึกภาคปฏิบัติกับ พัน.สห.ที่ 11 เมื่อต้นเดือน มีนาคม ถึงต้นเดือน เมษายน 2524

(อ่านมาถึงตอนนี้บางท่านอาจจะสะดุดเข้ากับ คำว่า เมษายน 2524 ก็คงต้องขอขยายความเพิ่มเติมอีกนิดว่า ครับท่าน ช่วงนี้แหละครับที่เค้าเรียกกันว่า "เมษาฮาวาย" ก็ไม่รู้ว่าใครไปตั้งชื่อไว้ แต่เป็นการก่อกบฎของกลุ่มยังเติร์กที่นำโดย พ.อ.มนูญ รูปขจร พ.อ.ประจักษ์ สว่างจิตร กับเพื่อนๆ ครับ ซึ่งหนึ่งในจำนวนเพื่อนๆ ของท่านก็คือ พ.อ.สาคร  กิจวิริยะ ผบ.พัน.สห.ที่11 ในขณะนั้น ถึงตอนนี้ขอคัดเอาบางข้อความมาจากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรีล่ะครับ เวลาโดนด่าจะได้ไม่เข้าเนื้อ 555
ผู้ก่อการประกอบด้วยนายทหารซึ่งจบจากโรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า รุ่น 7 หรือรุ่น ยังเติร์ก ได้แก่ พันเอก มนูญกฤต รูปขจร (ม.พัน.4 รอ.), พันเอก ชูพงศ์ มัทวพันธุ์ (ม.1 รอ.), พันเอก ประจักษ์ สว่างจิตร (ร.2), พันโท พัลลภ ปิ่นมณี (ร.19 พล.9), พันเอก ชาญบูรณ์ เพ็ญตระกูล (ร.31 รอ.), พันเอก แสงศักดิ์ มงคละสิริ (ช.1 รอ.), พันเอก บวร งามเกษม (ป.11), พันเอก สาคร กิจวิริยะ (สห.มทบ.11) โดยมีพลเอก สัณห์ จิตรปฏิมา รองผู้บัญชาการทหารบก เป็นหัวหน้าคณะ
คณะผู้ก่อการที่เรียกตัวเองว่า "คณะกรรมการสภาปฏิวัติ" เริ่มก่อการเมื่อเวลา 02.00 น. ของวันที่ 1 เมษายน โดยจับตัวพลเอก เสริม ณ นคร ผู้บัญชาการทหารสูงสุด, พลโท หาญ ลีนานนท์, พลตรี ชวลิต ยงใจยุทธ และพลตรี วิชาติ ลายถมยา ไปไว้ที่หอประชุมกองทัพบก และออกแถลงการณ์คณะปฏิวัติ ใจความว่า

เนื่องจากสถานการณ์ของประเทศทุกด้านกำลังระส่ำระส่ายและทรุดลงอย่างหนัก เพราะความอ่อนแอของผู้บริหารประเทศ พรรคการเมืองแตกแยก ทำให้เสถียรภาพของรัฐบาลสั่นคลอน จึงเป็นจุดอ่อนให้มีคณะบุคคลที่ไม่หวังดีต่อประเทศเคลื่อนไหว จะใช้กำลังเข้ายึดการปกครองเพื่อเปลี่ยนแปลงการปกครองเป็นแบบเผด็จการถาวร ดังนั้นเพื่อความปลอดภัยและอยู่รอดของประเทศ คณะปฏิวัติซึ่งประกอบด้วยทหารบก ทหารเรือ ทหารอากาศ ตำรวจ และพลเรือน จึงได้ชิงเข้ายึดอำนาจการปกครองของประเทศเสียก่อน

พร้อมกับได้ยกเลิกรัฐธรรมนูญ, ยุบสภา ถอดถอนคณะรัฐมนตรี ประกาศแต่งตั้งข้าราชการระดับสูง พร้อมกับเปิดเพลงปลุกใจออกอากาศทางวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทยตลอดเวลา ขณะที่ตามสถานที่ต่าง ๆ ในกรุงเทพมหานครมีการตั้งบังเกอร์ กระสอบทราย และมีกำลังทหารพร้อมอาวุธรักษาการณ์อย่างเข้มงวด พร้อมทั้งมีการอัญเชิญธงชาติไทยขึ้นสู่ยอดเสาเป็นสัญลักษณ์ด้วย
ทางฝ่ายรัฐบาล โดยพลเอก เปรม ติณสูลานนท์ ได้กราบบังคมทูลเชิญพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช, สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ และพระบรมวงศานุวงศ์ เสด็จพระราชดำเนินไปประทับที่กองทัพภาคที่ 2 ค่ายสุรนารี จังหวัดนครราชสีมา ตั้งกองบัญชาการตอบโต้ และใช้อำนาจปลดผู้ก่อการออกจากตำแหน่งทางทหาร โดยได้กำลังสนับสนุนจากพลตรี อาทิตย์ กำลังเอก รองแม่ทัพภาคที่ 2
การตอบโต้กลับของทางรัฐบาล เริ่มต้นด้วยการโดยส่งเครื่องบินเอฟ-5อี บินเข้ากรุงเทพมหานครเพื่อสังเกตการณ์ พร้อมกับเคลื่อนกำลังพล ทหารทั้ง 2 ฝ่ายปะทะกันเล็กน้อย มีทหารฝ่ายก่อการเสียชีวิต 1 นาย และบาดเจ็บ 1 นาย มีพลเรือนถูกลูกหลงเสียชีวิตและบาดเจ็บอย่างละ 1 คน การกบฏยุติลงอย่างรวดเร็วในเวลาเช้าตรู่ของวันที่ 3 เมษายน เมื่อฝ่ายก่อการเข้ามอบตัวกับทางรัฐบาลรวม 155 คน นับเป็นเวลา 55 ชั่วโมงตั้งแต่เกิดเหตุการณ์จนจบ
ขณะที่แกนนำฝ่ายผู้ก่อการหลบหนีออกนอกประเทศ พันเอก มนูญ รูปขจร ลี้ภัยที่ประเทศเยอรมนี, พลเอก สัณห์ จิตรปฏิมา หัวหน้าคณะ หลบหนีไปประเทศพม่า ก่อนได้รับพระราชทานอภัยโทษ 52 คน ซึ่งเป็นระดับแกนนำ เนื่องในวโรกาสวันฉัตรมงคล ได้รับนิรโทษกรรม และได้รับการคืนยศทางทหารในเวลาต่อมา ซึ่งต่อมาคณะนายทหารเหล่านี้ได้นำธูปเทียนไปขอขมาพลเอกเปรมถึงบ้านสี่เสาเทเวศน์ บ้านพัก ในวันที่ 22 มิถุนายน ขณะที่พลเอกสัณห์ เมื่อเดินทางกลับสู่ประเทศไทยแล้ว หาได้กระทำเช่นนั้นไม่ และได้ปฏิเสธที่จะให้สัมภาษณ์ใด ๆ
ในช่วงเช้าของวันที่ 2 เมษายน 2524 ผมกับเพื่อนๆ ร่วมรุ่นที่เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของกองกำลังกบฎมาหลายวัน(โดยไม่รู้ว่าตัวเองเป็นหรือเปล่า) ก็ออกชักแถวเดินทางจาก พัน.สห.ที่ 11 กลับเข้า กรมการสารวัตรทหารบกด้วยความปลอดภัย โดยมี นายทหารชั้นผู้ใหญ่ของ สห.ทบ.ท่านหนึ่งเดินทางเข้าไปรับตัวออกมา เดินกันตัวลีบผ่านรถถังคันเบ้อเริ่มที่จอดอุดปากทางเข้ากองพันเอาไว้ ซึ่งกรุณาขยับเปิดช่องให้เดินผ่านนิดหนึ่ง จนถึงวันนี้ใครมาหาว่าผมเป็นกบฎ ผมไม่เคยเถียงซักคำ และผมก็เข้าร่วมกับการกบฎ ปฏิวัติ รัฐประหาร มาจนนับครั้งไม่ถ้วน (แบบไม่รู้ตัว) เหมือนกับเพื่อนทหารหลายๆ คนนั่นแหละครับ อย่ามาเถียงเสียให้ยาก ......

เอ้าพูดเรื่องการทำงานกันต่อ ดังนั้นผมจึงเข้าปฏิบัติหน้าที่ สห.ตั้งแต่วันแรกที่เข้ารายงานตัวนั่นเองครับ รื้อถุงทะเลเปลี่ยนเสื้อผ้ากันข้างๆ ห้อง ผบ.มว.นั่นแหละแล้วก็เข้าไปรายงานตัวอีกที รับฟังคำแนะนำเรื่องการงานอีกพักก็เริ่มยกที่ 1

มวยแบบผมต่อยไม่เป็นเรื่องเท่าไหร่ เพราะผมกำลังเริ่มยกสุดท้าย  วันที่ กห.อนุมติให้ผมลาออกจากราชการนั้นตั้งแต่ 2 ตุลาคม 2550 แต่ในวันที่ 30 กันยายนผมยังคงหอบแฟ้มสำเนาการสอบสวนผู้กระทำความผิดเดินว่อนไปมาอยู่ในค่าย เนื่องจากต้องรายงานสรุปสำนวนการสอบสวนให้แล้วเสร็จส่งประธานกรรมการลงนามให้ได้ และก็ยังไม่แน่ใจว่าจะต้องแก้ใขอีกมากมายขนาดไหน  มำหนำซ้ำ 10 โมงเช้า ผมก็ยังต้องเข้าห้องประชุมเพื่อเตรียมการจัดทำเอกสารรับตรวจอะไรไม่รู้อีกสารพัดเรื่อง พอช่วงบ่ายแก่ๆ หอบแฟ้มผ่านห้องทำงานของสายธุรการและกำลังพลก็ได้ยินเสียงเรียก ปรากฎว่า ผช.ฝกพ.ท่านแจ้งว่า หน่วยได้ส่งรายชื่อผมเป็นตัวแทนไปร่วมสัมนาเรื่องเกี่ยวกับกฎหมายที่ ชลบุรี ระยะเวลา 5 วัน ในช่วงกลางเดือนตุลาคม แถมยังเน้นอีกว่า ไม่มีใครเหมาะสมเท่า

ผมยืนงงอยู่ตั้งพักใหญ่ แล้วก็ตัดสินใจพยักหน้ารับทราบไป "ก็ช่างหัวปะไร ตามหาตัวเอาเองเหอะ" ขนาดกำลังพลของตัวเองลาออกไปแล้ว มันก็ยังไม่คิดจะจดจำ อุตส่าห์จะให้ไปทำงานอีกแน่ะ

ใครบ้ากันแน่วะ

อ้าวแล้วตกลงผมจะเขียนเรื่องอะไรกันละเนี่ยะ

วันพุธที่ 29 เมษายน พ.ศ. 2558

แค่แนะแนว



อย่าเพิ่งนึกสงสัยนะครับว่านี่เป็นภาพของใคร ? ก็แค่ภาพของคนไทยกลุ่มหนึ่งที่มีวี่แววว่ากำลังจะสูงวัยสังเกตได้จากทรงผมน่ะครับ เพราะบางท่านร่วงหล่นหายไป แต่บางท่านเปลี่ยนสีไปเพราะแดดลม แต่จะมีหลายท่านที่เส้นผมจะยังดกดำเช่นเมื่อ 30 ปีที่ผ่านมา สันนิษฐานไว้ในขั้นต้นว่าท่านเหล่านั้นมีภรรยาที่ยังอายุน้อยน่ะครับ ดูกันง่ายจะตาย เฉลยให้ทราบน่ะครับ ท่านเหล่านี้คืออดีตนักเรียนนายสิบทหารบกหลักสูตร 2 ปี รุ่นที่ 12 เหล่า สห.ซึ่งสำเร็จการศึกษามาเมื่อวันที่ 30 เมษายน พ.ศ.2524 บางท่านก็กราบลากองทัพบกไปแล้ว บางท่านก็ยังคงยืนหยัดรับราชการอยู่จนกว่าจะสิ้นลมหายใจหรือถูกกองทัพบกขอร้องให้ออกตอนเกษียณอายุราชการตอนอยุครัล 60 ปีบริบูรณ์ (ก็เชื่อว่าคงไม่มีใครจะหน้าด้านไปขออยู่ต่อจนถึงอายุ 65-70 ปีแบบผู้ใหญ่ในบ้านเมืองของเราบางท่าน)  และบางท่านก็เปลี่ยนเส้นทางชีวิตหันเหไปรับราชการในสังกัดกระทรวงมหาดไทย เติบโตมาจนเป็นปลัดอำเภออาวุโสแล้ว พอจะเข้าสอบเป็นนายอำเภอก็มีข่าวอื้อฉาวจนต้องมีการยกเลิกเพื่อสอบใหม่เมื่อเร็วๆ นี้

จากภาพนี้เป็นการหวนกลับมาพบกันใหม่เมื่อ 7 มีนาคม พ.ศ.2558 ที่จังหวัดระยอง  หลังจากจบการศึกษามาเมื่อ 34 ปีที่แล้ว อันที่จริงมีมากกว่านี้นะครับแต่บางท่านเมาทะเลเลยไม่ได้มาเข้ากล้อง บางท่านก็มาเฉพาะช่วงกลางคืนเพราะต้องทำมาค้าขาย ส่วนแม่บ้านวันนี้งดเข้ากล้องหนึ่งวัน ให้ลงไปเล่นน้ำทะเลกัน

เหตุผลที่นำมาภาพนี้มาลงก็เพราะเมื่อเร็วๆ นี้มีสุภาพสตรีท่านหนึ่งโทรศัพท์ไปปรึกษาเนื่องจากบุตรสาวของท่านสอบเข้าเป็นสารวัตรทหารอากาศหญิงได้ จึงต้องการทราบสถานภาพทั่วไปของชีวิตทหารหญิง  ซึ่งผมก็ได้ชี้แจงไปเท่าที่จะนึกออกว่า อาชีพรับราชการนับว่าเป็นข้อได้เปรียบของความแน่นอนในชีวิต ทั้งนี้เพราะระหว่างเข้ารับการศึกษาก็มีเบี้ยเลี้ยง เงินเดือน เสื้อผ้า ของใช้พร้อมสรรพ (และในกรณีของท่านผู้นี้ ผมเชื่อได้ว่าสวัสดิการของทหารอากาศดีกว่ากองทัพบกแน่นอน เอาหัวเป็นประกันได้เลย 555) อีกข้อหนึ่งที่ท่านเป็นห่วงก็คือเรื่องการฝึกสอนอบรมว่าจะโหดมันฮาเหมือนกับคำเล่าขานหรือเปล่า ขอยืนยันว่าใน พ.ศ.นี้รูปแบบของการฝึกสอนอบรมมีแนวโน้มที่จะดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ไม่มีความโหด ทารุณทั้งร่างกายและจิตใจอย่างแน่นอน (โดยเฉพาะในแวดวง ทอ.) และยิ่งเป็นสุภาพสตรีด้วยแล้ว ไม่มีแน่นอนครับ ไม่เชื่อลองไปร้องไห้โฮใส่ครูฝึกซิครับ ไม่วิ่งหาผ้าเช็ดหน้ากันตีนขวิดให้มาเตะเลย

อีกเรื่องก็คือความเจริญก้าวหน้าในชีวิตรับราชการ ซึ่งคงจะต้องฝากไว้กับตัวของผู้ที่เข้ารับราชการเองแล้วล่ะครับ ว่าท่านมีความฝันอะไรอยู่ในใจ ? สำหรับผมเองมีคำแนะนำว่าเรื่องแรกที่จะต้องทำก็คือ การทำหนังสือขอนุญาตศึกษาต่อโดยใช้เวลานอกเวลาราชการเพื่อเพิ่มศักยภาพและคุณวุฒิให้กับตัวเอง และใช้เวลาว่างอย่างมีคุณค่า อาจจะเป็นสาขาคอมพิวเตอร์ บัญชี นิติศาสตร์ หรือสาขาวิชาอื่นๆ ที่ท่านมีความสนใจและเล็งเห็นแล้วว่ามีประโยชน์ในการปฏิบัติงานตามปกติ และสำหรับสายของทหารอากาศ ผมมองไปไกลถึงการปรับเปลี่ยนเหล่าจาก สห.หญิง ไปสมัครเป็นนักบิน หรือปรับเทียบคุณวุฒิไปทำงานสายอื่นๆ  เช่นสายส่งกำลัง สายการศึกษาไปเป็นครูบาอาจารย์ หากชอบบู๊ก็อาจไปศึกษาวิชากระโดดร่ม หรือศึกษาหลักสูตรการต่อต้านการก่อการร้ายสากล แล้วโอนย้ายไปทำงานด้านการข่าว หรือออกบู๊ย้ายไปทำงานหน่วยนี้เลยก็ยังได้ หรือถ้ามั่นใจในความสวยของตัวเองอาจจะไปเป็นพนักงานต้อนรับบนเครื่องบินโดยสารระดับ วี.ไอ.พี.ของกองทัพอากาศก็ยังได้

ป่านนี้แล้วเชื่อว่าท่านคงตัดสินใจได้แล้วนะครับว่าจะไปทางไหน ทั้งนี้และทั้งนั้นอาชีพในวันนี้ไม่ได้เป็นตัวตัดสินชะตาชีวิตของเราหรอกครับ เพราะเมื่อเวลาผ่านไปจนถึงช่วงเวลาที่เหมาะสม เราเองจะเป็นผู้ตัดวินใจเองว่า อะไรเหมาะกับเราที่สุด

"กาลเวลาและประสบการณ์ของชีวิตจะเป็นผู้บอกเราเองครับ"


เนื่องจากกองทัพบกมี ร้อย.สห.พล.ซึ่งเป็นสารวัตรทหารสายบู๊ดังเช่น สารวัตรทหารหญิงของอเมริกาข้างบน แต่ของไทยยังไม่มีอัตราการจัด สห.หญิงลงไปบู๊นะครับ มีแต่ สห.หญิงหน้าหวานๆ ลงไปยืนจ้องหน้ากับแนวร่วมสาวๆ ของม๊อบใน กทม.แค่นั้นเอง แต่ถ้าจะให้เหนี่ยวไกใส่อกใคร คงจะยากครับ กฏหมายมันมีข้อจำกัดมากมายมหาศาล มีปืนกลมือไว้ถือให้หนักเล่นไปยังงั้นแหละครับ พกปืนช็อตไฟฟ้า แก๊สน้ำตา สปเรย์พริกไทย แล้วก็ฝึกการใช้กระบอง ฝึกการต่อสู้ป้องกันตัวด้วยมือเปล่าให้คล่องตัว ยังจะได้ผลดีกว่า เวลาถึงคราวจำเป็นต้องเข้าฟาดฟันกัน

ก็ยังยืนยันไว้เช่นเคยครับ สาวๆ มักจะดูดีเวลาที่แต่งเครื่องแบบทหาร ยังไงละก็ถ้ามีโอกาสแวะมาอ่านบทความนี้ เวลาเข้าเรียนแล้วอย่าลืมส่งรูปหรือเรื่องมาลงบล็อกให้เพื่อนๆ ได้ชื่นชมบ้างนะครับ ขอยกสองมือให้การสนับสนุนครับ และถ้ามีปัญทะเลาะกับผู้บังคับบัญชาก็บอกมาเลยครับ ผมจะแนะแนวการล้มผู้ใหญ่ไว้เป็นบทเรียนพิเศษ

แต่ผมไม่เคยทำนะครับ 
เคยแต่คิดน่ะเคยบ่อยไป 
ของมันห้ามกันไม่ได้
และไม่ผิดกฎหมายด้วย

ก็มันน่า.....จริงๆ

วันเสาร์ที่ 18 เมษายน พ.ศ. 2558

วันหวานยังหวาน?


มีคนทักหลายคนแล้วเหมือนกันว่าระยะนี้ทำไมชอบพูดถึงแต่เรื่องเก่าๆ ที่ผ่านมานานมากๆ จนหลายคนเริ่มจะเลือนลืมไปหมดสิ้น ก็ไม่ปฏิเสธหรอกว่า พออายุเริ่มจะมากขึ้นจิตใจมันไม่อยากจะไปมุ่งหวังถึงอนาคตในวันข้างหน้าอีกต่อไปแล้วล่ะ เพราะเหลือบมองทีไรก็เห็นแต่โลงวางขวางอยู่ตรงหน้า ดังนั้นจึงต้องแกล้งๆ หันไปมองแต่ภาพในอดีตนี่แหละพี่น้องเอ๋ย อย่างเช่นภาพข้างบนนี้เป็นภาพจากวันที่ 1 พฤษภาคม 2523 ก็ประมาณ 35 ปีที่ผ่านมาหมาดๆ นี่เองครับ คงกระจ่างแจ้งสำหรับวงการทหารว่านี่คือกิจกรรมสามัญธรรมดาของทหารเราที่ถือปฏิบัติกันมาทุกหน่วย เป็นช่วงของ "การละลายพฤติกรรม" ว่าด้วยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของทุกคนให้เป็นไปในแนวทางเดียวกัน โดยไม่คำนึงถึงว่าใครจะมีพื้นฐานดั้งเดิมมาอย่างไร แต่เมื่อมาอยู่ร่วมกันทุกคนต้องทำทุกอย่างเหมือนกัน พร้อมที่จะใช้ชีวิตร่วมกัน เหนือ่ยด้วยกัน เจ็บด้วยกัน ตายด้วยกัน และทุกคนจะต้องไม่ทอดทิ้งกัน ตลอดชีวิต ไม่ใช่เพียงช่วงเวลา 1 ปีของการฝึกอบรม

ขออนุญาตพูดถึงเพื่อนคนหนึ่งในภาพนี้ที่อยู่ด้านหน้าสุดกึ่งกลางภาพเลยน่ะครับ เพื่อนคนนี้เสียชีวิตไปเนิ่นนานแล้วครับ วันนี้ให้เกียรติออกหน้าโชว์ตัวได้เต็มที่ ทุกคนแต่งเครื่องแบบปกติสีกากีแกมเขียวแขนยาว สวมหมวกทรงหม้อตาล ผูกไทด์ซ่อนปลายเรียบร้อยสวยงามในตอนแรก แต่พอเวลาผ่านไปหนึ่งชั่วโมงสภาพมันก็ดูกะรุ่งกะริ่งไปเองตามธรรมชาติ วันนี้พวกเรา 50 นายเดินทางมาจาก โรงเรียนนายสิบทหารบก ค่ายธนะรัชต์ อ.ปราณบุรี จ.ประจวบคีรีขันธุ์ โดยทางรถไฟถึงสถานีรถไฟสามเสนก็ลงมารอให้ ครูฝึกและผู้บังคับบัญชามารับเพื่อละลายพฤติกรรมตามประเพณี

ครับท่าน เหนื่อยสุดใจจนถึงขั้นแทบรากเลือดแน่นอน

แต่มันก็เป็นเสี้ยวหนึ่งของชีวิตที่สอนให้เรา อดทน อดกลั้น ต่อความเหนื่อยล้าทางร่างกาย ต่อสิ่งที่กดดันบีบคั้นจิตใจอย่างแสนสาหัส เพื่อให้มีแรงใจในการต่อสู้กับความยากลำบากที่จะต้องได้พบเจอในการปฏิบัติหน้าที่ในอนาคต นั่นทำให้มีวันนี้

ภาพนี้บังเอิญมีผู้เขียนติดอยู่ด้วยเหมือนกัน ช่วงนั้นน้ำหนักคงจะอยู่ที่ 51 กก.ครึ่งหนึ่งของวันนี้

และในภาพนี้ สถานที่คือบริเวณหน้าสนามยิงปืน หลังตึกบัญชาการ กรมการสารวัตรทหารบก ถนนโยธี พญาไท กทม.หากมีสารวัตรทหารท่านใดยังไม่รู้จักสถานที่นี้ก็สมควรเขียนใบลาออกไปเสียก่อน แล้วค่อยยื่นใบสมัครมาใหม่ในเวลาอันสมควรครับ เพราะที่นี่คือแหล่งรวมวิชาการและกำลังพลเหล่าทหารสารวัตรอย่างแท้จริง

ถึงแม้ว่าบทบาทหน้าที่และความสำคัญของเหล่าทหารสารวัตรจะถูกบดบังด้วยเหตุผลหลายประการ แต่กำลังพลเหล่าทหารสารวัตรทุกนายก็คงตระหนักได้ถึงขอบเขตและประสิทธิภาพในการปฏิบัติหน้าที่ของพวกเราว่ามีอิทธิพลอย่างมากต่อกองทัพ และเป็นหน้าตาของกองทัพในด้านการปฏิบัติงานด้วยความรวดเร็ว เฉียบขาด มีประสิทธิภาพสูงสุดในทุกภารกิจที่ได้รับมอบหมาย เพียงแต่ว่าทหารสารวัตรกลับไม่ได้รับการส่งเสริม หรือสนับสนุนให้มีบทบาท หน้าที่ ตามที่กฎหมายบัญญัติไว้ได้อย่างครบถ้วน

แต่แบบธรรมเนียมทหารที่ทหารสารวัตรเป็นผู้รักษากลับถูกละเมิดล่วงเกินอย่างต่อเนื่องด้วยมือของผู้ที่มียศสูงกว่า หรือผู้ที่มีอำนาจเหนือกว่าผู้บังคับบัญชา อันไม่ได้เป็นไปตามบทบัญญัติของกฎหมายหรือตามแบบธรรมเนียมของทหารที่แท้จริง

ระบอบอุปถัมภ์ในวงการทหารก็เป็นเฉกเช่นระบอบอุปถัมภ์ของสังคมทั่วไป นั่นคือ ความมีอภิสิทธิเหนือกว่าผู้อื่น  เป็นสิ่งที่กระทำกันอย่างเปิดเผย ท้าทายต่อสายตาและความรู้สึกของผู้ที่พบเห็น โดยไม่ใยดีต่อความถูกต้องชอบธรรม โดยการละเมิดสิทธิขั้นพื้นฐานของความเท่าเทียมกันในความเป็นมนุษย์ คงไม่มีใครเชื่อหากมีใครพูดถึงกองทัพในแง่ลบ เกี่ยวกับการใช้กำลังประทุษร้ายผู้ใต้บังคับบัญชา เกี่ยวกับความอยุติธรรมในกระบวนการปกครองที่มีมาอย่างยาวนาน เกี่ยวกับความเหลื่อมล้ำในวิถีการดำรงชีวิตของผู้คนภายในรั้ว

คงไม่แปลกหากจะพบทหารนายหนึ่งมียศจ่าสิบเอก แต่ไม่เคยแต่งเครื่องแบบสักครั้งเดียวจนถึงวันเกษียณอายุราชการ เนื่องจากต้องดูแลคนงานในไร่ขนาดใหญ่ โดยรับเงินเดือนจากเงินภาษีอากรของรัฐบาลมาโดยตลอด  และตัวผมเองยังคงรู้สึกหงุดหงิดกับทหารเกณฑ์บางท่านที่ใช้ชีวิตความเป็นทหารอยู่เพียงในช่วงของการฝึก ประมาณ 2 เดือน จากนั้นก็กลับมาบ้าน แต่งเครื่องแบบแทบทั้งวัน คุยโม้โอ้อวดสารพัดเรื่อง ลืมไปสนิทใจว่าตัวเองนั้นถึงกับร้องไห้ร้องห่มตอนจับใบแดงได้ มิหนำซ้ำยังมีทีท่าว่าจะเผ่นหนีไปอีกด้วย แต่ไม่กี่เดือนต่อมาปรากฎว่าไอ้หมอนั่นกลับไปทำงานในโรงงานอยู่ที่ กทม. ไม่ได้แต่งเครื่องแบบทหารอีกแล้ว จนถึงวันที่พ่อแม่ของมันไปรับใบกองหนุนมาจากอำเภอเมื่อครบกำหนด 2 ปี ซึ่งเชื่อได้ว่านี่ไม่ใช่รายเดียวที่มีอยู่ในประเทศนี้

ช่องโหว่ของทหารมีมากมายทั้งจากระบบวิธีในทางปกครอง การรักษาระเบียบวินัยอย่างเคร่งครัด การปฏิบัติตามกฎ ระเบียบของทางราชการอย่างจริงจัง และการละทิ้งนิสัยในการคอรัปชั่นของผู้มีอำนาจที่ส่งต่อกันเป็นทอดๆ ตามลำดับสายการบังคับบัญชา เป็นเหมือนเนื้อร้ายกัดกินกองทัพจนกลายสภาพเป็นเหมือนแหล่งสะสมของตัวเชื้อโรค

กองทัพมีอาวุธเป็นพลังอำนาจที่ไม่มีสังคมใดจะมาทัดทานได้
ทำให้มีกำลังกล้าแข็งพอที่จะท้ายทายความไม่ชอบธรรมต่างๆ นาๆ
สามารถสกัดกั้นวิกฤติการณ์ที่เกิดขึ้นในบ้านเมืองมานับครั้งไม่ถ้วน
รวมถึงการสร้างวิกฤติการณ์ขึ้นมาเองในบางครั้งบางหน
แต่หากกองทัพไม่มีระเบียบวินัยในการควบคุมกำลังคนของตน
หรือไม่เคารพในหลักการ ยึดถือ กฎ ระเบียบที่วางไว้ เพื่อผดุงความยุติธรรม
กองทัพก็เปรียบเสมือนกองโจรที่จะทำลายประเทศชาติเสียเอง

ทุกสังคมย่อมมีข้อบกพร่องของตน

สังคมที่ไม่ยอมรับข้อบกพร่องที่มีอยู่ของตน
สังคมนั้นก็พินาศลงไปแล้วอย่างเงียบๆ