ทันข่าวจาก Twitter คสช.

วันพุธที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

ความทรงจำ


ไม่รู้ใครเค้าว่าเอาไว้ "พออายุมากขึ้นก็เริ่มขี้ลืม กินข้าวไปซักพักก็จำไม่ได้ซะแล้ว กินยาไปไม่ถึง 5 นาทีก็คว้ามากินอีกนึกว่าตัวเองยังไม่กิน แต่พอพูดถึงเรื่องในอดีตย้อนกลับไปซัก 30 - 40 ปี ดันจำได้แม่น พูดจ้อออกมานานเป็นชั่วโมงจนลิงหลับ ยังไม่จบ" สิ่งนี้ย้ำเตือนให้รับรู้ว่า "ความแก่" เริ่มเข้ามาเยือนท่านแล้วอย่างถาวร ไม่ได้แกล้งทำแน่นอน ที่มาพูดถึงเรื่องนี้ก็เพราะเมื่อกี้ฟาดยามื้อเย็นเข้าไปเป็นรอบที่ 2 หลังจากที่กินรอบแรกไปแล้วตอนกินข้าวเย็นเมื่อห้าโมงเย็น อโหสิ ของมันลืมกันได้นิ กินบ่อยๆ เข้าไว้จะได้แข็งแรง

เมื่อซักพักเปิดไฟล์รูปเก่าๆ เจอรูปที่หน้า เรือนจำจังหวัดทหารบกสระแก้วเข้าพอดี รูปนี่น่าจะประมาณปี 2538 หรือ 2539 นี่เองถ้าจำไม่ผิด ก็ธรรมดานั่นเองเพราะมันนานจนเริ่มจะหลงๆ ลืมๆ ไปมั่งแล้วนะ แต่ที่จำได้แม่นยำกลับเป็น สถานที่เดียวกันนี้ในช่วงปี 2524 และหลังจากนั้นมาประมาณสิบกว่าปี เนื่องจากมีชีวิตความเป็นอยู่ที่วนเวียนอยู่กับสถานที่นี้มาอย่างลึกซึ้ง สนิทแนบแน่นถึงที่สุดจริงๆ ชนิดที่เรียกได้ว่า "ลืมไม่ลงไปตลอดชีวิต"

ผมรู้จักสถานที่นี้เป็นครั้งแรกตั้งแต่ พฤษภาคม 2520 แล้วล่ะ เพราะไปรับราชการเป็น พลทหารกองประจำการ ในสังกัด จังหวัดทหารบกปราจีนบุรี(ส่วนแยกอรัญประเทศ) ซึ่งเพิ่งจะแยกตัวออกมาเป็นหน่วยอิสระในสังกัดของ มณฑลทหารบกที่ 2 ตั้งแต่ปี 2519 หลังจากที่ไปขึ้นการบังคับบัญชากับ กรมผสมที่ 2 กองพันทหารราบที่ 3 ซึ่งอยู่ในสังกัดของ กรมทหารราบที่ 2 กองพลทหารราบที่ 2 เรือนจำนี้เดิมก็มีฐานะเป็นเพียง  "ที่ควบคุม" ขึ้นตรงกับ หมวดสารวัตร ของ  จังหวัดทหารบกปราจีนบุรี(ส่วนแยกอรัญประเทศ) ในยุคนั้นที่มีกำลังพลทั้งหมวดเพียง 24 นาย แบ่งเป็น 2 หมู่ สห. กับ 1 หมู่ที่ควบคุม 

ลองนึกถึงสภาพของการทำงานของ สห.กลุ่มนี้ในยุคปี 2524 ก็แล้วกัน จากสถานการณ์การสู้รบในกัมพูชาที่กำลังทวีความรุนแรงขึ้นจนถึงขีดสุด เพราะกองกำลังผสม เขมร-เวียตนาม ของ เฮง สัมริน เพิ่งจะบุกเข้ายึดกรุงพนมเปญได้หมาดๆ และเริ่มจัดระเบียบการปกครองประเทศอย่างเข้มข้น ตามแนวชายแดนมีกองกำลังเขมรแดงติดอาวุธหลบหนีออกมาออกันอยู่ตลอดแนว มีทหารเวียตนามที่หนีทัพแฝงตัวปะปนเข้ามามากมาย ผู้อพยพชาวเขมรและเวียตนามพากันจูงลูกหลานทะลักกันเข้ามาในศูนย์อพยพแบบมืดฟ้ามัวดิน มาซ้ำเติมด้วยประชาชนคนไทยจากทั่วประเทศที่พากันหลั่งไหลเข้ามาในพื้นที่อำเภอเขตชายแดนทำการค้าขายสินค้าหนีภาษีกันขวักไขว่(บางคนก็ขี้เกียจค้าขายพากันไปดักปล้นฆ่าผู้อพยพกันซะยังงั้น) ปัญหาด้านอาชญากรรมเพิ่มทวีขึ้นหลายเท่าตัวในพื้นที่

ผมเริ่มบรรจุเข้ารับราชการในตำแหน่ง รอง ผบ.หมู่ สห.ตั้งแต่ 30 เมษายน 2524 และเข้าปฏิบัติหน้าที่วันแรกเมื่อ 1 พฤษภาคม 2524 โดยปฏิบัติหน้าที่สายตรวจร่วมกับ ส.อ.นายหนึ่ง และ พลขับ ซึ่งเป็นพลสารวัตร อีก 1 นาย รวม 3 นาย เริ่มเข้าปฏิบัติหน้าที่ ตั้งแต่ 0900 ของวันที่ 1 พฤษภาคม 2524 และพ้นหน้าที่ในเวลา 0900 ของวันที่ 2 พฤษภาคม 2524 เขียนอย่างนี้ท่านที่เป็นทหารอาชีพก็คงหัวเราะเพราะเห็นเป็นเรื่องปกติธรรมดาในการปฏิบัติหน้าที่ เช่น นายสิบเวรฯ เพราะต้องปฏิบัติหน้าที่ครั้งละ 24 ชั่วโมง ไม่เหมือนเวร-ยาม ปกติที่เข้าปฏิบัติหน้าที่ครั้งละ 2 ชั่วโมง พัก 6 ชั่วโมงก่อนจะมาถึงวงรอบอีกครั้ง

แต่เวรสายตรวจของผมเป็น 24 ชั่วโมงจริงๆ เพราะเป็นการปฏิบัติหน้าที่ 24 ชั่วโมงเต็มเหยียด อาศัยการพักหลับนอนเป็นช่วงๆ เมื่อว่างจริงๆ โดยจะมีที่พักชั่วคราวเป็นศูนย์ตรวจร่วม ทหาร - ตำรวจ - ลูกเสือชาวบ้าน - พ่อค้า - ประชาชน ของทางอำเภออรัญประเทศ ที่มีอาหารและเครื่องดื่มคอยดูแลตลอดเวลา แต่ในความจริงแล้ว แทบจะไม่มีเวลาจะได้นอนหรอกครับ เพราะต้องออกไล่จับพวกหนีภาษี หรือพวกหลบหนีเข้าเมืองกันทั้งคืน จนถึงเวลาออกเวรโน่นแหละ

ก็อย่างที่เรียนให้ทราบตั้งแต่ต้นว่าผมเข้าปฏิบัติหน้าที่ในทันทีที่เข้ารายงานตัวเรียบร้อย และเป็นการปฏิบัติงานในช่วงทำความคุ้นเคยด้วย

  • การปฏิบัติหน้าที่ผู้ช่วยหัวหน้าสายตรวจติดต่อกัน 15 วัน 
  • ก่อนที่จะไปเข้าปฏิบัติหน้าที่ผู้ช่วยนายสิบเวร หมวด สห.(ควบคู่ไปกับนายสิบเวรอำนวยการ สถานีสห.) อีก 15 วัน 
  • แล้วก็ตามติดมาด้วยการปฏิบัติหน้าที่ ผู้ช่วยนายสิบเวร หมู่ที่ควบคุม อีก 15 วัน 
โดยไม่มีวันพัก

หลังจากนั้นก็เป็นการเข้าปฏิบัติหน้าที่โดยตรงไม่ได้เป็นผู้ช่วยอีกต่อไปแล้ว แต่ดีขึ้นตรงที่มีเวลาเว้นว่างให้ซดเหล้าได้บ้าง เช่นเข้า นายสิบเวรฯ 1 วันเว้น 1 วัน แล้วไปเป็น หัวหน้าสายตรวจ 1 วัน เว้น 1 วัน แล้วย้อนกลับมาเป็น นายสิบเวรฯ หมุนเวียนอยู่อย่างนี้ แต่ช่วงนั้นไม่ค่อยได้ว่างหรอกครับเพราะไปรับจ้างเข้าเวรแทนรุ่นพี่ซะทุกวันๆ ละ 100 บาทขาดตัว พอหาค่าเหล้าได้แค่นั้นแหละ ส่วนรุ่นพี่เค้าก็ไปหาลำไพ่พิเศษทางอื่นกันเนื่องจากได้เงินมากกว่า ปั๊ดโธ่ เอาอะไรกันนักหนา เงินเดือนแค่ 1,500 กว่าๆ เท่านั้นเองครับ ตัดเครื่องแบบชุดหนึ่งก็ตั้ง 450 บาท เงินเดือนแทบหมดแล้ว ดีนะที่ช่วงเวลานั้นผมนอนอยู่ใต้ถุนกองร้อยกับเพื่อนๆ สห.อีก 3 คน ทุ่นค่าใช้จ่ายไปได้โขอยู่

เรื่องราวช่วงนี้มีมากมาย เช่นเดียวกับเรื่องของ เรือนจำ ที่ยังไม่ได้พูดถึงเลย ขอยกยอดไว้ก่อนก็แล้วกัน เพราะมีเรื่องราวมากมายในนั้นที่อยากจะพูดถึง ไม่งั้นอกแตกตายแน่ เกริ่นให้ทราบหน่อยนะว่า ตอนผมไปปฏิบัติหน้าที่นายสิบเวรฯ ที่นั่นน่ะ ผมมีผู้คุม คอยช่วยเหลืออยู่ประจำ 1 นาย ทั้งๆ ที่มี ผู้ต้องขังทหารอยู่ร่วม 100 นาย (และบางช่วงก็มีผู้ต้องขังคดีอุกฉกรรจ์โทษถึงประหารชีวิตมาอาศัยอยู่ด้วยนานนับเดือน)  มีผู้ต้องขังชาวเวียตนามเกือบ 300 คน มีผู้ต้องขังชาวเขมรอยู่ กว่า 700 คน 

แต่คนควบคุมดูแลในแต่ละวันมีอยู่ 2 คน

ทุกวันนี้ผมยังงงอยู่เลยว่ารอดชีวิตมาได้ยังไง 

ครับ โคตรซูปเปอร์แมนเลย

แล้วจะกลับมาเล่าให้ฟัง แต่ยืนยันได้นะว่าผมยังไม่แก่จริงๆ

.......