วันพุธที่ 12 มีนาคม พ.ศ. 2557

แหย่รังแตน


ขอยืนยันว่าภาพนี้ไม่ได้ตัดต่อ แต่คัดลอกเอามาจากโลกสังคมออนไลน์ที่เห็นได้เกลื่่อนกลาดไปหมดในบางจังหวัดของภาคเหนือและภาคอีสาน รวมไปถึงบางครั้งก็แอบมาโผล่อยู่ข้างๆ กทม. นัยว่าเป็นการท้าทายอำนาจรัฐแบบชัดเจน ทั้งๆ ที่คนเสื้อแดงนั่นก็คือตัวจริงของรัฐบาลอยู่แล้วตามธรรมชาติ ซึ่งประชาชนทั่วโลกก็รู้กันดี ดังนั้น การกระทำครั้งนี้จึงมีเจตนาที่แท้จริงเพียงต้องการยั่วยุให้ทหารโกรธแล้วก็ออกมาทำการปฏิวัติรัฐประหาร เพื่อที่คนเสื้อแดงจะได้พากันหลบมุมไปตั้งรัฐบาลพลัดถิ่น ณ ซอกหลืบหนึ่งของโลกใบนี้ จากนั้นก็จะร้องขอความเห็นใจจากนานาชาติว่ารัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชนตามระบอบประช่ธิปไตยถูกล้มล้างด้วยอำนาจเผด็จการ อันเป็นลูกไม้ตื้นๆ ที่เด็กสามขวบแถวบ้านก็มองออก

จากนั้นก็จะร้องขอความช่วยเหลือด้านกำลังทหารจากประเทศที่มีความเมตตาอย่างสูงส่ง เช่น กัมพูชา ให้ส่งกำลังทหารมาช่วยเหลือในการกอบกู้ประเทศ(ที่รัฐบาลของตนเป็นผู้ทำให้พินาศ) ซึ่งเรื่องนี้ก็เป็นแนวทางที่ฮุนเซนถนัดอยู่แล้ว ตั้งแต่การทรยศต่อพลพรรคเขมรแดง แล้วไปยกกองกำลังของเวียตนามเข้ามาถล่มเขมรแดงเสียยับเยิน จากนั้นก็เข้าครอบครองประเทศกัมพูชาอย่างถาวรมั่นคงยั่งยืนนานมาตราบเท่าทุกวันนี้ ภายใต้การคุ้มครองดูแลของเวียตนาม โดยเฉพาะในช่วงแรกๆ นั้น ทหารกลัดมันของเวียตนามได้มีโอกาสนอนสามัคคีกับผู้หญิงชาวกัมูชาอย่างปรีเปรมย์ พอคลอดลูกแล้วเด็กๆ ก็จะถูกส่งไปเข้าค่ายฝึกของเวียตนาม ซึ่งเด็กรุ่นแรกๆ กำลังก้าวเข้ามาสู่กองทัพของกัมพูชาในยุคใหม่แล้วอย่างเต็มตัวด้วยอุดมการณ์รุนแรงที่เวียตนามล้างสมองมา และไม่มีพ่อไม่มีแม่มาอบรมดูแลเหมือนประชากรทั่วโลก

ป้ายข้างบนทำให้ต้องไปค้นหาช่องทางที่จะกำจัดบุคคลเหล่านี้ออกไปเสียจากแผ่นดินไทยโดยเร็ว เพราะเข้าใจกันดีอยู่แล้วว่า ความยุติธรรมของพวกนี้ก็คือทุกอย่างกูต้องเป็นฝ่ายถูกหมดทุกเรื่อง ถ้าเรื่องไหนศาลบอกว่าผิดมันก็จะมองว่าศาลไม่ยุติธรรม แต่ถ้ามันทำผิดแล้วศาลมองไม่เห็นมันก็จะบอกว่าศาลยุติธรรม

แม้แต่เรื่องที่รัฐธรรมนูญให้อำนาจศาลเป็นผู้พิจารณาตัดสินในกรณีความขัดแย้งระหว่างองค์กรทางการเมืองสององค์กร รัฐบาลเองยังประกาศไม่ยอมรับอำนาจศาล พลพรรคเสื้อแดงก็ยังประกาศว่าศาลรัฐธรรมนูญมาก้าวก่ายการทำงานของฝ่ายบริหาร โดยไม่เคยใช้สมองมาไตร่ตรองแม้แต่น้อยว่า อำนาจอธิปไตยที่สมบูรณ์ต้องมีหลักสำคัญเป็นการถ่วงดุลย์ของอำนาจทั้ง 3 ไม่ให้มีการใช้อำนาจเบ็ดเสร็จเหมือนกับที่ รัฐบาลกับฝ่ายนิติบัญญัติได้กระทำลงไปแล้วโดยการออกกฎหมายต่างๆ ตามใจชอบโดยอาศัยเสียงข้างมากในสภา ทำให้สังคมสับสนวุ่นวายจนถึงทุกวันนี้

มาดูอำนาจของฝ่ายทหารตามที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2550 ที่จะนำมาอ้างอิงเพื่อปกป้องประเทศชาติในกรณีนี้

มาตรา 1 ประเทศไทยเป็นราชอาณาจักรอันหนึ่งอันเดียว จะแบ่งแยกมิได้

มาตรา 2 ประเทศไทยมีการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

มาตรา 31 บุคคลผู้เป็นทหาร ตำรวจ ข้าราชการ เจ้าหน้าที่อื่นของรัฐ และพนักงานหรือลูกจ้างขององค์กรของรัฐ ย่อมมีสิทธิและเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญเช่นเดียวกับบุคคลทั่วไป เว้นแต่ที่จำกัดไว้ในกฎหมายหรือกฎที่ออกโดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย เฉพาะในส่วนที่เกี่ยวกับการเมือง สมรรถภาพ วินัย หรือจริยธรรม

มาตรา ๖๘ บุคคลจะใช้สิทธิและเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญเพื่อล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขตามรัฐธรรมนูญนี้ หรือเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองประเทศโดยวิธีการซึ่งมิได้เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญนี้ มิได้
ในกรณีที่บุคคลหรือพรรคการเมืองใดกระทำการตามวรรคหนึ่ง ผู้ทราบการกระทำดังกล่าวย่อมมีสิทธิเสนอเรื่องให้อัยการสูงสุดตรวจสอบข้อเท็จจริงและยื่นคำร้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยสั่งการให้เลิกการกระทำดังกล่าว แต่ทั้งนี้ ไม่กระทบกระเทือนการดำเนินคดีอาญาต่อผู้กระทำการ ดังกล่าว
ในกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยสั่งการให้พรรคการเมืองใดเลิกกระทำการตามวรรคสองศาลรัฐธรรมนูญอาจสั่งยุบพรรคการเมืองดังกล่าวได้
ในกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งยุบพรรคการเมืองตามวรรคสาม ให้เพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของหัวหน้าพรรคการเมืองและกรรมการบริหารของพรรคการเมืองที่ถูกยุบในขณะที่กระทำความผิดตามวรรคหนึ่งเป็นระยะเวลาห้าปีนับแต่วันที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งดังกล่าว

มาตรา ๖๙ บุคคลย่อมมีสิทธิต่อต้านโดยสันติวิธีซึ่งการกระทำใด ๆ ที่เป็นไปเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองประเทศโดยวิธีการซึ่งมิได้เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญนี้

มาตรา ๗๐ บุคคลมีหน้าที่พิทักษ์รักษาไว้ซึ่งชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขตามรัฐธรรมนูญนี้

มาตรา ๗๑ บุคคลมีหน้าที่ป้องกันประเทศ รักษาผลประโยชน์ของชาติ และปฏิบัติตามกฎหมาย

มาตรา ๗๗ รัฐต้องพิทักษ์รักษาไว้ซึ่งสถาบันพระมหากษัตริย์ เอกราช อธิปไตย และบูรณภาพแห่งเขตอำนาจรัฐ และต้องจัดให้มีกำลังทหาร อาวุธยุทโธปกรณ์ และเทคโนโลยีที่ทันสมัย จำเป็น และเพียงพอ เพื่อพิทักษ์รักษาเอกราช อธิปไตย ความมั่นคงของรัฐ สถาบันพระมหากษัตริย์ ผลประโยชน์แห่งชาติ และการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และเพื่อการพัฒนาประเทศ

แต่ในมุมมองของสารวัตรทหาร นอกจากข้อกำหนดตามรัฐธรรมนูญข้างต้นแล้ว เรายังมีกฎหมายอาญา และ ป.วิ อาญา มาเป็นเครื่องมือได้อีกประการปนึ่ง โดนอาศัยข้อบังคับกระทรวงกลาโหมว่าด้วยสารวัตรทหาร พ.ศ.๒๕๕๕ ลงวันที่ ๒๙ มีนาคม พ.ศ.๒๕๕๕

ข้อ ๗ เพื่อให้การรักษาระเบียบวินัยดำเนินไปโดยเคร่งครัดรวมถึงการรักษาความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีให้สารวัตรทหารมีหน้าที่ดังนี้
๗.๑ สอดส่องตรวจตราให้ทหาร ข้าราชการกลาโหมพลเรือน และคนงานในสังกัดกระทรวงกลาโหมอยู่ในระเบียบวินัยความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดี
๗.๒ ว่ากล่าวตักเตือนและจับกุมทหาร ข้าราชการกลาโหมพลเรือน และคนงานในสังกัดกระทรวงกลาโหมที่กระทำความผิด
๗.๓ สืบสวนสอบสวนคดีอาญาซึ่งอยู่ในอำนาจศาลทหาร
๗.๔ ควบคุมการจราจรในกิจการทหาร
๗.๕ รักษาความปลอดภัยทางวัตถุและอารักขาบุคคลสำคัญ
๗.๖ ปฏิบัติการเกี่ยวกับการเรือนจำทหาร และเชลยศึก ทหารผลัดหน่วย พลเรือน ผู้ถูกกักกันในยามสงคราม ตามที่กฎหมาย กฎ ข้อบังคับ กำหนดให้เป็นอำนาจหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ฝ่ายทหาร
๗.๗ กำหนดมาตรการป้องกันอาชญากรรมในวงการทหาร
๗.๘ หน้าที่อื่นตามที่กระทรวงกลาโหมหรือผู้มีอำนาจสั่งใช้สารวัตรทหารจะกำหนด

ข้อ ๑๓ สารวัตรทหารไม่มีอำนาจหน้าที่ปฏิบัติการใด ๆ ต่อบุคคลอื่นนอกจากทหาร ข้าราชการกลาโหมพลเรือน และคนงานในสังกัดกระทรวงกลาโหมซึ่งกระทำความผิด เว้นแต่จะได้รับการร้องขอจากพนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจให้ร่วมมือด้วยในเหตุผลอันสมควร หรือเป็นการปฏิบัติต่อผู้กระทำความผิดซึ่งหน้าตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา

ซึ่งอำนาจตาม ป.วิ.อาญา นั้นก็มีช่องว่างไว้ให้เราก้าวเดินไปได้เช่นกัน

มาตรา 79 ราษฎรจะจับผู้อื่นไม่ได้เว้นแต่จะเข้าอยู่ในเกณฑ์แห่ง มาตรา 82 หรือเมื่อผู้นั้นกระทำความผิดซึ่งหน้า และความผิดนั้นได้ ระบุไว้ในบัญชีท้ายประมวลกฎหมายนี้ด้วย

มาตรา 80 ที่เรียกว่าความผิดซึ่งหน้านั้น ได้แก่ความผิดซึ่งเห็น กำลังกระทำ หรือพบในอาการใดซึ่งแทบจะไม่มีความสงสัยเลยว่าเขา ได้กระทำผิดมาแล้วสด ๆ
อย่างไรก็ดี ความผิด อาญาดั่งระบุไว้ในบัญชีท้ายประมวลกฎหมายนี้ ให้ถือว่าความผิดนั้นเป็นความ ผิดซึ่งหน้าในกรณีดั่งนี้
(1) เมื่อบุคคลหนึ่งถูกไล่จับดั่ง ผู้กระทำโดยมีเสียงร้องเอะอะ
(2) เมื่อพบบุคคลหนึ่งแทบจะ ทันทีทันใดหลังจากการกระทำผิด ในถิ่นแถวใกล้เคียงกับที่เกิดเหตุนั้นและมีสิ่งของที่ได้มาจากการ กระทำผิดหรือมีเครื่องมือ อาวุธหรือวัตถุอย่างอื่นอันสันนิษฐานได้ว่า ได้ใช้ในการกระทำผิด หรือมีร่องรอยพิรุธเป็นประจักษ์ที่เสื้อผ้า หรือเนื้อตัวของผู้นั้น

แถมท้ายด้วยบัญชีแนบท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา
ความผิดในกฎหมายลักษณะอาญา ที่มาตรา ๗๙ อ้างถึงซึ่งราษฎรมีอำนาจจับได้โดยไม่ต้องมีหมาย

ประทุษร้ายต่อพระบรมราชตระกูล มาตรา ๙๗ และ ๙๙
ขบถภายในพระราชอาณาจักร มาตรา ๑๐๑ ถึง ๑๐๔
ขบถภายนอกพระราชอาณาจักร มาตรา ๑๐๕ ถึง ๑๑๑
ความผิดต่อทางพระราชไมตรีกับต่างประเทศ มาตรา ๑๑๒
ทำอันตรายแก่ธง หรือเครื่องหมายของต่างประเทศ มาตรา ๑๑๕
ความผิดต่อเจ้าพนักงาน มาตรา ๑๑๙ ถึง ๑๒๒ และ ๑๒๗
หลบหนีจากที่คุมขัง มาตรา ๑๖๓ ถึง ๑๖๖
ความผิดต่อศาสนา มาตรา ๑๗๒ และ ๑๗๓
ก่อการจลาจล มาตรา ๑๘๓ และ ๑๘๔
กระทำให้เกิดภยันตรายแก่สาธารณชน กระทำให้สาธารณชนปราศจากความสะดวกในการไปมาและการส่งข่าวและของถึงกัน และกระทำให้สาธารณชนปราศจากความสุขสบาย มาตรา ๑๘๕ ถึง ๑๙๔, ๑๙๖, ๑๙๗ และ ๑๙๙
ปลอมแปลงเงินตรา มาตรา ๒๐๒ ถึง ๒๐๕ และ ๒๑๐
ข่มขืนกระทำชำเรา มาตรา ๒๔๓ ถึง ๒๔๖
ประทุษร้ายแก่ชีวิต มาตรา ๒๔๙ ถึง ๒๕๑
ประทุษร้ายแก่ร่างกาย มาตรา ๒๕๔ ถึง ๒๕๗
ความผิดฐานกระทำให้เสื่อมเสียอิสรภาพ มาตรา ๒๖๘, ๒๗๐ และ ๒๗๖
ลักทรัพย์ มาตรา ๒๘๘ ถึง ๒๙๖
วิ่งราว ชิงทรัพย์ ปล้นทรัพย์ และโจรสลัด มาตรา ๒๙๗ ถึง ๓๐๒
กรรโชก มาตรา ๓๐๓

ตอนนี้มีดีอะไรก็งัดออกมาเล่นกันแล้วล่ะ ก่อนที่ประชาชนในประเทศนี้จะถูกปั่นหัวให้มารบราฆ่าฟันกันเองเหมือนคนไร้สมอง เพียงเพื่อสนองตัฯหาให้กับคนบางคนที่อยากร่ำรวยล้นฟ้าบนคราบเลือด และชีวิตของประชาชน

วันอาทิตย์ที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2557

บนเส้นทาง


มีลูกน้องเก่าส่งข่าวมาบอกว่า "ได้จ่าแล้วครับ" ก็ต้องขอแสดงความยินดีด้วยกับผู้ที่ได้รับการพิจารณาให้เลื่อนยศสูงขึ้น และเป็นการเลื่อนยศด้วยความยุติธรรมอันเป็นสิ่งที่ควรจะเกิดขึ้นกับกำลังพลมานานแล้ว จากการสอบแข่งขันกันอย่างเสมอภาค โดยเฉพาะในอัตราตำแหน่งที่ไม่จำกัดเหล่าซึงแต่ก่อนแต่ไรมาการฟันฝ่าด่านนี้เป็นเรื่องยากเย็นแสนเข็ญ แต่ลูกน้องเก่าที่ได้เลื่อนยศครั้งนี้ก็จำเป็นที่จะต้องสลัดเครื่องแบบ สารวัตรทหาร เพื่อไปรับตำแหน่งใหม่ ในงานประเภทใหม่ตาม ชกท.ใหม่ที่ได้รับ

อายุการรับราชการอันยาวนานจนอายุขึ้นเลข 4 นำหน้าทำให้อุ่นใจได้ว่าน่าจะมีความรู้ความสามารถในการพลิกแพลงปรับตัวให้กับงานใหม่ของตนได้ในเร็ววัน เพื่อพัฒนาตนเองให้มีความก้าวหน้าในชีวิตรับราชการต่อไปและเป็นที่พึ่งให้กับครอบครัวอย่างยั่งยืน แต่ก่อนอื่นใด น้องเอ๋ย สุราน่ะเมาเป็นระยะๆ ได้ แต่เปลี่ยนไปเป็นตอนเย็นกับวันหยุดก็แล้วกันนะ และขอเอาใจช่วยน้องๆ ให้เป็นทหารที่ดี และที่สำคัญเหนือสิ่งอื่นใดก็คือ ให้สำนึกไว้เสมอว่า เรายังคงใช้เครื่องหมายเหล่า สห.อยู่เช่นเดิม

ในการเข้ารับตำแหน่งหน้าที่ใหม่ สิ่งที่จะลืมไม่ได้ก็คือความมุ่งมั่นพยายามที่จะทำหน้าที่ของตนให้ดีที่สุด สิ่งใดที่ไม่รู้ก็ต้องสอบถามจากผู้รู้ สิ่งใดที่รู้อยู่แล้วก็ต้องตรวจสอบว่าความรู้นั้นเก่าไปหรือยัง มีการเปลี่ยนแปลงอะไรบ้างหรือไม่

อีกเรื่องก็คือ เพื่อนเรา เหล่า สห.ก็ยังคงเป็นเพื่อนเราเช่นเดิม แม้จะมีเพื่อนร่วมงานใหม่จากเหล่าอื่นมากมายแต่หากมีใครมากล่าวพาดพิงถึงเหล่า สห.ในสิ่งที่ไม่ถูกต้องก็ควรจะใช้โอกาสชี้แจงให้คนเหล่านั้นได้เข้าใจในความเป็น เหล่า สห.ให้ถูกต้อง

และยังคงยืนยันในความคิดที่ว่า ผู้บังคับบัญชา ไม่ใช่ว่าจะเป็นฝ่ายถูกต้องในทุกเรื่อง เพราะความผิดพลาดเป็นเรื่องปกติสามัญของมนุษย์ทุกคน แต่ผู้บังคับบัญชาที่ดีจะต้องรู้จักยอมรับในความผิดพลาดของตน ไม่ใช่ปัดความรับผิดชอบออกไปพ้นจากตัว(และจะไปตกใส่หัวของคนอื่นก็ช่าง)

ยศสูงขึ้น หมายถึงความรับผิดชอบที่จะต้องเพิ่มมากขึ้น
ยศสูงขึ้น หมายถึงอำนาจในการพิจารณาตัดสินใจจะต้องเด็ดขาด ถูกต้อง และไม่ผิดพลาด
ยศสูงขึ้น หมายความถึง เกียรติยศชื่อเสียงของวงศ์ตระกูล

แต่หากยศสูงขึ้นเพราะอายุมาก เพราะการประจบสอพลอ ไร้ความรู้ความสามารถ หรือมีผู้อุปการะเกื้อหนุนตลอดเวลา

ยศที่ได้รับก็ไม่ต่างอะไรกับเครื่องประดับชิ้นหนึ่งที่มีราคาเพียง 45 บาทเท่านั้น

วันจันทร์ที่ 30 ธันวาคม พ.ศ. 2556

สวัสดีปีใหม่ 2557

เป็นธรมเนียมไทยแต่โบราณนานมาที่ต้องมาอวยพรอวยชัยเนื่องในวันขึ้นปีใหม่ เหตุผลหนึ่งคงเป็นเพราะต้องการจะให้กำลังใจซึ่งกันและกันในการดำรงชีวิตร่วมกันอยู่ในสังคมอย่างมีความสุข รู้จักการให้อภัย มีความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ และสิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือ การเป็นคนดี มีคุณธรรม อันเป็นปัจจัยสำคัญที่สุดในการแก้ปัญหา ทั้งปัญหาส่วนตัวและปัญหาของส่วนรวม ด้วยการใช้ สติ ปัญญา ในการพิจารณาไตร่ตรองเรื่องราวค่างๆ ที่เกิดขึ้นด้วยความมีเหตุมีผล ซึ่งบทสรุปที่ได้รับก็คือ การยอมรับในความเป็นจริงที่เกิดขึ้น ไม่ใช่การหลอกลวงตัวเองให้เชื่อในสิ่งที่ตนต้องการจะเชื่อเพียงเท่านั้น แต่ไม่ยอมเชื่อในสิ่งที่ตนคัดค้านโดยสิ้นเชิง

ในวาระดิถีขึ้นปีใหม่ 2557 จึงขออาราธนาคุณพระศรีรัตนตรัยและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายในสากลโลกที่ท่านศรัทธา เคารพและเชื่อถือ ตลอดจนพระบารมีอันแผ่ไพศาลของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ และสมเด็จพระบรมราชืนีนาถฯ จงดลบันดาล พระราชทานพร ให้ เพื่อนพ้องน้องพี่ เหล่า สห.จงประสบแด่ความสุข สมหวังในชีวิตส่วนตัว และประสบความสำเร็จมีความก้าวหน้าในชีวิตรับราชการ ช่วยเหลือ ค้ำจุน ผดุงเหล่า สห.ให้ก้าวหน้าสถาพร เป็นหลักสำคัญของกองทัพไทยสืบต่อไปตลอดกาลนาน

หลายท่านที่ติดตามผมมานานหรืออาจเคยอ่านจากหลายบล็อกคงจะข้องใจว่าทำไมผมมีรูปลิง 3 ตัวประเภทนี้หลายแบบหลายแนว ขอชี้แจงให้ทราบว่า ผมรู้จักกับภาพนี้ตั้งแต่ครั้งยังเป็นเด็กเพราะพ่อผมเป็นคนอ่านหนังสือ ขอย้ำว่า เป็นคนอ่านหนังสือ ดังนั้นที่บ้านของผมจึงมีหนังสือเก็บไว้มากมายทั้งนวนิยายเป็นเล่ม หนังสืออื่นๆ ที่เก่ามากๆ หลายเล่มใช้เชือก หนังวัวหรือเอ็นเย็บเข้าเล่ม และหนังสือเหล่านี้ก็มีมากมายเต็มไปหมดในตู้เสื้อผ้าขนาดใหญ่สองหลังที่ใช้เก็บหนังสือแทนเสื้อผ้า ทำให้ผมติดนิสัยการอ่านหนังสือมาตั้งแต่เรียนชั้น ป.4 และอ่านได้ทุกครั้งที่มีเวลาว่าง ซึ่งหนังสือที่มีอยู่ในบ้านผมอ่านหมดสิ้นก่อนจบ ป.7 เสียอีก รวมไปถึง พระอภัยมณีฉบับคำกลอน สามก๊กฉบับเจ้าพระยาพระคลัง(หน) ผู้ชนะสิบทิศ ของยาขอบ รามเกียรติ์ฉบับคำกลอน แม้แต่ตำรายา ตำราว่าน คาถาสารพัด ผมก็อ่านมันดะไปหมด และนิสัยนี้ก็ติดตัวมาจนถึงทุกวันนี้ที่อ่านแม้กระทั่งเศษขยะที่ปลิวผ่านหน้าบ้าน ก่อนจะเอาไปเผาก็มักจะเปิดพลิกอ่านดูก่อนทุกหน

ทำให้ผมไปอ่านเจอทฤษฎีลิง 3 ตัวซึ่งมีคำอธิบายอยู่มากมายทั้งของจีน ญี่ปุ่น และสายพุทธศาสนาที่เรียกว่าปริศนาธรรม 

หากเป็นแนวของจีนตามความหมายของขงจื้อ  นักปราชญ์ชาวจีน โดยขงจื๊อมีความเชื่อว่าการเป็นผู้บริหารที่ดีนั้น ต้องรู้จักหลักการในการควบคุม การฟัง การมอง และการพูด ในแต่ละสถานการณ์ที่เกิดขึ้นให้เหมาะสม ซึ่งแสดงไว้โดยสัญลักษณ์ของลิงทั้ง 3 ตัวนี้ 

ลิงตัวหนึ่ง นั่งปิดหูสองข้าง หมายความว่า  ควรจะรู้จักควบคุมตัวเองว่าเรื่องอะไรที่ควรฟังหรือไม่ควรฟัง ต้องแยกแยะในสิ่งที่ฟังมา และต้องฟังอย่างมีสติ แล้วนำสิ่งที่ฟังมาวิเคราะห์ด้วยเหตุและผล  ก่อนตัดสินใจว่าเรื่องใดควรเชื่อหรือไม่ควรเชื่อ

ลิงตัวหนึ่ง นั่งปิดตาสองข้าง หมายความว่า ต้องรู้จักควบคุมการมองว่าเรื่องอะไรควรรู้เห็นหรือไม่ควรรับรู้  ไม่เชื่อในสิ่งที่เรามองเห็นทั้งหมด เพราะบางครั้งสิ่งที่เรามองเห็นก็ไม่ใช่เรื่องจริงทั้งหมด แต่ควรรู้เห็นแล้วพิจารณาไตร่ตรองอย่างรอบคอบ

ลิงตัวหนึ่ง นั่งปิดปากไว้ หมายความว่า ต้องรู้จักควบคุมการพูดของตน ว่าเรื่องอะไรควรพูดหรือเรื่องใดไม่ควรจะพูดออกมา  ควรจะไตร่ตรองให้ดีก่อนที่จะพูดอะไรออกมา  ควรจะคิดให้ถี่ถ้วน และพิจารณาให้ดีก่อนที่จะพูดอะไรออกไป ..

ในสายญี่ปุ่นผมเปิดเจอในวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี แต่อันนี้มีลิง 4 ตัว ลองพิจารณาดูนะครับ 

ลิงสามตัว (ญี่ปุ่น: san'en ซันเอ็ง หรือ sansaru ซันซะรุ; sanbiki no saru ซันบิกิโนะซะรุ) คือภาพปริศนาธรรมที่มีใจความสำคัญหลักว่าด้วย "การไม่รับรู้โดยการมองในสิ่งที่ไม่ดี การไม่ฟังในสิ่งที่ไม่ดี และการไม่กล่าววาจาในสิ่งที่ไม่ดี" ในบรรดาลิงสามตัว ตัวที่หนึ่งเรียกว่า มิซะรุ  มีลักษณะใช้มือปิดตา หมายถึงการไม่รับรู้โดยการมองในสิ่งไม่ดี ตัวที่สอง คิกะซะรุ  ใช้มือปิดหู หมายถึงการไม่ฟังในสิ่งที่ไม่ดี ตัวสุดท้าย อิวะซะรุ   ใช้มือปิดปาก บ่งบอกถึงการไม่กล่าววาจาในสิ่งที่ไม่ดี ในบางโอกาส สามารถกล่าวได้ว่ามีการเพิ่มลิงตัวที่สี่เข้ามาเกี่ยวข้อง ลิงตัวที่สี่นั้นมีนามว่า ชิซะรุ   บ่งบอกถึงใจความสำคัญของการไม่กระทำสิ่งที่ไม่ดี ลักษณะของลิงตัวนี้คือใช้มือทั้งสองข้างปิดบริเวณท้องหรืออวัยวะเพศ หรือในบางครั้งมีลักษณะนำมือทั้งสองข้างไขว้กัน ความหมายของลิงสามตัวนี้มีการเพิ่มเติมและแปลตามลักษณะโวหารเกี่ยวข้องกับการคิดดี พูดดี และกระทำดี ในโลกตะวันตกประโยคของลิงสามตัวหมายถึงความไม่ประมาทโดยการมองในอีกมุมหนึ่ง ได้แก่การไม่ยอมรับหรือไม่รับรู้ในสิ่งนั้นๆ หรือการแสร้งที่จะไม่รับรู้

ต้นกำเนิดของภาพปริศนาธรรมอันโด่งดังนี้มีที่เริ่มมาจากลักษณะภาพแกะสลักบนประตูของศาลเจ้านิกโกโทโช จังหวัดนิกโก ประเทศญี่ปุ่น ย้อนหลังไปถึงศตวรรษที่ 17 อย่างไรก็แล้วแต่ตัวปรัชญาของปริศนาธรรมนั้นน่าจะมาพร้อมกับตำนานของ Tendai Buddhist ซึ่งเชื่อกันว่ามาจากประเทศจีนในศตวรรษที่ 8 (ยุคนะระ) ในภาษาจีนนั้น ประโยคคล้ายกับเรื่องลิงสามตัวนี้สามารถอ่านเจอในคัมภีร์ของหลักขงจื๊อ ถอดความได้ว่า "ไม่มองในสิ่งที่ค้านกับความเหมาะสม ไม่ฟังในสิ่งที่ค้านกับความเหมาะสม และไม่กระทำ (เคลื่อนไหว) ในสิ่งที่ไม่เหมาะสม" จากที่กล่าวมาในประโยคข้างต้นนั้นสามารถกล่าวได้ว่าเมื่อปรัชญานี้มาถึงญี่ปุ่น ตัวปรัชญาเองนั้นถูกทำให้กระชับและได้ใจความขึ้น

ถึงแม้ว่าคำสอนนี้จะไม่เกี่ยวข้องกับลิงทั้งสามตัว แต่วิธีการคิดนั้นมาจากการเล่นคำ คำในภาษาญี่ปุ่นคือ "มิซะรุ", "คิคะซะรุ", "อิวะซะรุ"  นั่นคือ "การไม่รับรู้โดยการมองในสิ่งที่ไม่ดี การไม่ฟังในสิ่งที่ไม่ดี และการไม่กล่าววาจาในสิ่งที่ไม่ดี" นอกจากนี้คำว่า "ชิซะรุ"  หมายถึง ไม่ทำในสิ่งที่ไม่ดี และในภาษาญี่ปุ่น ซารุ (zaru) นั้นคือการออกเสียงส่วนที่ต่อท้ายคำสำหรับ saru ที่หมายถึงลิงนั้น  ดังนั้นเราจะเห็นได้ชัดว่าคำว่า ลิง นั้น อาจจะเริ่มต้นมาจากการเล่นคำขำขัน โดยมากแล้วชื่อของลิงในภาษาอังกฤษนั้นจะมี มิซารุ (Mizaru), มิคะซารุ (Mikazaru), และ มาซารุ (Mazaru). และยังไม่เป็นที่แน่ชัดว่าสองชื่อสุดท้ายนั้นได้เปลี่ยนไปจากต้นฉบับซึ่งเป็นภาษาญี่ปุ่นได้อย่างไร

สวัสดีปีใหม่อีกครั้งครับ และขอร้องอย่าเชื่อในสิ่งที่เห็น เพราะบางครั้งสิ่งที่มองเห็นก็เป็นเพีียงภาพที่ถูกสร้างขึ้นมาลวงตาเพื่อลบล้างปมด้อยของตนเท่านั้น 555


วันอาทิตย์ที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2556

ความชอบธรรม...?


ขอยืนยันในเจตนารมย์ของบล็อกนี้ที่จะไม่เข้าไปข้องเกี่ยวกับเรื่องราวใดๆ ทางการเมืองทั้งสิ้น แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะละเลยเพิกเฉยต่อสิทธิขั้นพื้นฐานของคนไทยทุกคน และเนื่องจากวันนี้ผมมีสถานภาพเป็นเพียงประชาชนคนหนึ่งเท่านั้น จึงขอใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 ในส่วนที่ ๑๓ ว่าด้วยสิทธิพิทักษ์รัฐธรรมนูญ มาตรา ๖๘ วรรคแรก "บุคคลจะใช้สิทธิและเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญเพื่อล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขตามรัฐธรรมนูญนี้ หรือเพื่อให้ได้มาซึ่งอํานาจในการปกครองประเทศโดยวิธีการซึ่งมิได้เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญนี้ มิได้" 

และตามหมวด ๔ ว่าด้วยหน้าที่ของชนชาวไทย  มาตรา ๗๐ บุคคลมีหน้าที่พิทักษ์รักษาไว้ซึ่งชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และ การปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขตามรัฐธรรมนูญนี้
มาตรา ๗๑ บุคคลมีหน้าที่ป้องกันประเทศ รักษาผลประโยชน์ของชาติ และปฏิบัติตามกฎหมาย

เป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่าชนวนของความวุ่นวายที่เกิดขึ้นในบ้านเมืองนี้เกิดขึ้นมาด้วยเหตุใด? ซึ่งผมจะไม่ย้อนไปพูดถึงเพราะมีอยู่มากมายหลายเหตุการณ์ ซึ่งล้วนแล้วแต่มีผลกระทบต่อความคงอยู่ของประเทศชาติ และในหลายสาเหตุนั้นมิได้ก่อให้เกิดประโยชน์แก่ประเทศชาติหรือชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนแต่อย่างใด แต่กลับเป็นการกระทำเพื่อแสวงหาผลประโยชน์ของนักการเมืองทั้งสิ้น

และในขณะเดียวกันก็มีบุคคลกลุ่มหนึ่งมีความพยายามอย่างต่อเนื่องในการล้มล้างสถาบันพระมหากษัตริย์ด้วยวิธีการต่างๆ นาๆ ทั้งด้วยการกล่าวโจมตีใส่ร้ายทางโลกอินเตอร์เน็ต การตั้งเวทีกล่าวจาบจ้วงแบบเปิดเผยโดยที่ไม่มีหน่วยงานใดของรัฐมีความพยายามที่จะเข้าไปดำเนินการหยุดยั้ง ว่ากล่าวตักเตือนหรือจับกุม ที่สำคัญที่สุดก็คือเป็นที่ทราบกันดีทั่วไปว่าบุคคลกลุ่มนีเป็นมวลชนที่นับได้ว่าเป็นกลุ่มที่ให้การสนับสนุนรัฐบาลมาโดยตลอด ตั้งแต่การถากถางเส้นทางด้วยเลือดและชีวิตของประชาชนเข้ามาสู่รัฐสภาของพรรครัฐบาล
ความรุนแรงของสถานการณ์เพิ่มมากขึ้นทุกขณะ อันเนื่องมาจากสถานภาพที่ไม่แน่ชัดของรัฐบาลที่ประกาศไม่ยอมรับคำตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญ อันเป็นการขัดต่อระบบการถ่วงดุลย์ตามเจตนารมย์ของรัฐธรรมนูญอย่างชัดเจน และต่อมารัฐบาลก็ออกมาแถลงว่าไม่ได้ปฏิเสธคำตัดสินทั้งหมด แต่ปฏิเสธแต่เพียงบางส่วนของคำตัดสินเท่านั้น นั่นคือยอมรับผลการตัดสินเฉพาะในส่วนที่เกิดประโยชน์ต่อรัฐบาลเท่านั้น และนี่คือการทำลายระบบยุติธรรมโดยสิ้นเชิง ดังนั้นจึงกล่าวได้ว่า รัฐบาลนี้หมดความชอบธรรมในการบริหารประเทศโดยสิ้นเชิง

และเมื่อกลุ่มผู้ที่ให้การสนับสนุนรัฐบาลออกมาร่วมชุมนุมเพื่อสนับสนุนรัฐบาล กลับก่อให้เกิดสถานการณ์รุนแรงมากขึ้นอันเนื่องมาจากเอกลักษณ์ที่นิยมความก้าวร้าวรุนแรงของบุคคลกลุ่มนี้ ก่อให้เกิดความเสียหายแก่ชีวิตและเลือดเนื้อของประชาชนผู้บริสุทธิ์อันได้แก่ นักศึกษามหาวิทยาลัยรามคำแหง เรื่องราวเหล่านี้สามารถติดตามได้ทางหนังสือพิมพ์ที่เสนอข่าวอย่างเที่ยงธรรม(บางฉบับ) และก่อนที่จะมีความสูญเสียมากกว่านี้ อธิการบดีจึงต้องออกมาร้องขอความช่วยเหลือจากเจ้าหน้าที่ตำรวจ แต่กลับได้รับการปฏิเสธอ้างว่าเกรงจะไม่ปลอดภัย ทั้งที่ก่อนหน้านั้นเจ้าหน้าที่ตำรวจได้นำกำลังพลมาดูแลกลุ่มผู้ชุมนุมสนับสนุนรัฐบาลจำนวนหลายกองร้อย รวมถึงอำนวยความสะดวกในการจัดรถตำรวจทางหลวงนำขบวนรถยนต์โดยสารมาส่งผู้ชุมนุม ณ ที่หมาย การใช้รถของทางราชการตำรวจมาลำเลียงเก้าอี้ของผู้ชุมนุม

และในที่สุดก็ตกเป็นภาระของทหารจาก ของ พล.1 รอ.ที่ต้องจัดกำลังไปคุ้มครองกลุ่มนักศึกษานับพันออกมาจากที่เกิดเหตุอย่างปลอดภัย ภายหลังจากที่มีผู้เสียชีวิตและได้รับบาดเจ็บจำนวนมาก นี่คือ เรื่องที่จะต้องมีคำอธิบายจาก ผบ.ตร.ว่าเกิดอะไรขึ้นกับ คำว่า ภารกิจหน้าที่ ของ ผู้พิทักษฺ์สันติราษฎร์ ซึ่งเปลี่ยนมาเป็น ผู้พิฆาตประชาชน ในสายตาของ มหาวิทยาลัยรามคำแหง

เช่นเดียวกับบนถนนราชดำเนิน ทหารกลุ่มหนึ่งที่ต้องจัดชุดพยาบาลเข้าไปให้ความช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับบาดเจ็บจากการยิงถล่มด้วยแก๊สน้ำตาอย่างหนักหน่วงจากเจ้าหน้าที่ตำรวจ แถมด้วยน้ำแรงดันสูงที่ถูกฉีดออกมาหลังจากที่มีการผสมสารพิษลงไปด้วย และเพิ่มกระสุนยาง หนังสะติ๊ก กระสุนจริงขนาด 9 มม. ตามมาเพิ่มเติม จนก่อให้เกิดความสูญเสีย บาดเจ็บล้มตายลงไปด้วยน้ำมือของตำรวจไทย 

จากนั้นก็ตามมาด้วยกลุ่มเด็กวัยรุ่นที่โฉบเข้ามาก่อกวนเป็นระยะๆ  ทั้งด้วยการยิงปืนเข้าใส่ การขว้างระเบิดปิงปอง การทุบกระจกรถ ทั้งหมดมาจากการจ้างวานของกลุ่มบุคคลที่รู้กันดีอยู่แล้วว่าเป็นใคร ?

นี่หรือคือการกระทำของผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ที่นับวันก็มีแต่เสื่อมทรามลงในสายตาของประชาชน ทั้งการข่มขู่ รีดไถประชาชน ติดตามรับใช้นักการเมือง จนละเลยต่อภารกิจหน้าที่ของตนไปหมดสิ้น

นี่หรือคือ แนวทางการบริหารปกครองประเทศของรัฐบาลในระบอบประชาธิปไตย ที่ยืนยันความเป็นรัฐบาลเพราะมาจากการเลือกตั้งเท่านั้นเอง 
ดังนั้น รัฐบาลจึงมีความชอบธรรมที่จะเข่นฆ่าประชาชนเสียงข้างน้อยให้หมดสิ้นไปจากประเทศไทย เพื่อยืนยันความเป็นรัฐบาลเสียงข้างมากโดยสมบูรณ์


ทหาร แม้จะเป็นข้าราชการ ของรัฐบาล
แต่ ทหาร ก็คือประชาชนคนไทยคนหนึ่งตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ
ประชาชนทุกคนจึงมีความชอบธรรมในการปกป้องผลประโยชน์ของประเทศชาติ
ผมไม่มีคำแนะนำใดๆ ทั้งสิ้น เพราะความคิดของประชาชนในประเทศนี้ถูกแบ่งแยกออกเป็นฝักเป็นฝ่าย ถูกชักนำให้มาประหัตประหารกันเองมากมายเพียงพอแล้ว
การศึกษาค้นคว้าแสวงหาข้อมูลจากรอบด้านมาประกอบการตัดสินใจ จึงเป็นวิถีทางของผู้เจริญ ที่พึงหาคำตอบให้กับตนเอง ด้วยเหตุ และผล ไม่ใช่ด้วยการถูกชักจูงด้วยอำนาจเงิน

ภาพประกอบมาจากส่วนหนึ่งของโลกออนไลน์ที่มีมากมายเพียงพอที่่จะแสดงให้เห็นถึงความเสื่อมของรัฐบาลที่กำลังจะล่มสลายลงไนวันพรุ่งนี้

วันพฤหัสบดีที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2556

ก่อนมาเป็น สห.


ต้องขออภัยอย่างแรงนะครับสำหรับผู้อ่านที่บังเอิญเขียนคอมเมนท์ไว้ท้ายบทความ เพราะยอมรับว่าไม่เคยเปิดมาดูเลยซักครั้ง แต่ในกรณีที่ส่งเมล์มาหาก็จะเป็นที่รับทราบว่าได้อ่านบทความในบล็อกนี้มาบ้างแล้ว ส่วนที่ว่าจะได้สาระประโยชน์อะไรไปบ้าง คงขึ้นอยู่กับวิธีการคิดของแต่ละบุคคลแล้วล่ะครับ เรื่องนี้อยู่นอกเหนือการควบคุมของผู้เขียน

ก็ขอให้คำแนะนำอีกสักเล็กน้อยว่าเรื่องราวต่างๆ ในบล็อกนี้คงไม่ได้เน้นไปทางด้านวิชาการมากมายนัก เนื่องจากได้แบ่งเบาความรู้ทางด้านวิชาการเกี่ยวกับเหล่าทหารสารวัตรไปลงในอีกบล็อกหนึ่ง คือ บล็อกสารวัตรทหาร http://mp1222th.blogspot.com เพื่อให้เป็นศูนย์รวมของ กฎหมาย ข้อบังคับ ระเบียบ คำสั่ง ของทางราชการที่จำเป็นในการปฏิบัติงานของสารวัตรทหาร และบล็อกนี้ส่วนมากก็จะใช้เป็นสถานที่บอกเล่าเรื่องราวหรือประสบการณ์ในการปฏิบัติงาน บวกกับแนวความคิด ความฝันในสิ่งที่อยากจะให้เป็นไปตามแต่อารมณ์จะบรรเจิด

เคยมีท่านผู้อ่านส่งเมล์มาถึงบอกเล่าถึงความคิดในการจะไปสมัครเข้าสอบแข่งขันเพื่อเข้าบรรจุรับราชการในเหล่า สห. ซึ่งสำหรับบุคคลภายนอกแล้วก็น่าจะมีเพียง สาขาวิชานิติศาสตร์เท่านั้นที่ระบุว่าสามารถสอบบรรจุได้ (แต่อันที่จริงสาขาอื่นก็น่าจะมีบ้างล่ะครับ เพราะเคยเห็นอยู่ว่ามีหลายท่าน) นั่นก็คือการสอบบรรจุเข้ามาในตำแหน่ง นายทหารสารวัตรสืบสวนสอบสวน ที่มีการเปิดรับบ่อยครั้งอันเนื่องมาจากการขาดแคลนอัตรากำลังพลอย่างมากมายตาม มทบ. และ จทบ.ทั่วประเทศ ที่พูดอย่างนี้ก็เพราะตัวเองเคยรับตำแหน่ง รักษาราชการนายทหารฝ่ายการสืบสวนสอบสวนมา 4 ปีเต็มจนถึงวันที่ลาออก และตำแหน่งนี้ยังคงว่างอยู่แม้จะลาออกมา 5 ปีกว่าแล้ว

นั่นบ่งบอกถึงความขาดแคลนอย่างชัดแจ้ง ? หรืออาจจะบ่งบอกว่าไม่ได้รับความสนใจในชีวิตความเป็นอยู่จากหน่วยเหนือก็คงจะไม่เกินความจริงไปมากนัก

มีคำแนะนำอีกประการหนึ่งสำหรับผู้ที่มีความสนใจอยากจะสมัครเข้ารับราชการในเหล่าทหารสารวัตร คือ ท่านจะต้องมีความรู้ความเข้าใจในเหล่าทหารสารวัตรให้มากที่สุด ทั้งจากการศึกษาค้นคว้าจากหนังสือ จากคำบอกเล่าของผู้รู้ และที่ง่ายที่สุดก็คือหาข้อมูลจากอินเตอร์เน็ต เพราะความได้เปรียบในการสอบแข่งขันมาจากความรู้ในเรื่องที่เราจะต้องกระทำให้มากที่สุด ไม่ใช่ไม่มีความรู้อะไรสักเรื่องเกี่ยวกับทหารเหล่าทหารสารวัตร ไม่รู้เสียด้วยซ้ำไปว่ามีทหารเหล่าทหารสารวัตรอยู่ในโลกใบนี้ บางคนยังคิดว่า สห.เป็นเพียงทหารพรานรับจ้างหน่วยหนึ่ง (เหมือนสมัยวัยรุ่นรับจ้างไปรบในลาวนั่นแหละ อ้อ ไม่ใช่ พูดผิดไป ไทยไม่เคยส่งคนไปรบในลาว อเมริกาจ้างใครมารบก็ไม่รู้ หน้าตาคล้ายๆ คนไทย)

ผมเคยเป็นกรรมการออกข้อสอบบรรจุพลสารวัตรเข้ารับราชการมาหลายปี ทุกครั้งก็จะออกข้อสอบแบบลึกๆ จนถูกผู้ใหญ่ทักท้วงหลายหนว่าออกข้อสอบยากแถมยังตำหนิเสียอีกว่า ออกข้อสอบแบบนี้พวกนั้นจะทำข้อสอบได้ยังไงเพราะยังไม่ได้เป็น สห.ไม่มีความรู้เรื่องเกี่ยวกับ สห.สักอย่าง

และผมก็ให้เหตุผลไปว่าการออกข้อสอบโดยยึดหลักเกณฑ์ความรู้จากวิชาเฉพาะของเหล่า สห.ย่อมถูกต้องตามแนวทางการรับราชการ เพราะทุกคนมาสอบเพื่อบรรจุเป็น สห. ไม่ใช่มาสอบเพื่อให้พ้นจากการว่างงานเท่านั้น และการขวนขวายหาความรู้ในเรื่องที่เกี่ยวข้องก็เป็นแนวทางที่ผู้เข้าสอบทุกคนจะต้องกระทำอยู่แล้วโดยสามัญสำนึก  

ผู้ปกครองบางท่านที่เป็นทหารอาชีพมักฉลาดตามแบบฉบับทหารอาชีพ หลายคนพาลูกหลานเข้ามาหาเพื่อขอคำแนะนำในการทำข้อสอบ ซึ่งผมมักจะตัดปัญหาด้วยการโยนแบบคำถามคำตอบที่ทำไว้สำหรับการอบรมกำลังพลให้ไปอ่านเอาเอง จะมีอยู่ประมาณ 190 กว่าข้อ ผู้ปกครองบางท่านก็ยังพยายามเพ่งมองหาสัญญลักษณ์หรือเครื่องหมายในแต่ละหัวข้ออย่างไม่ลดละ (นั่นก็คงเป็นคุณลักษณะอย่างหนึ่งของทหารอาชีพเหมือนกัน) 

แต่ข้อสอบประเภทนี้ย่อมจะมีแนวทางที่กว้างไม่เฉพาะเจาะจงในแบบที่ทำการอบรมกำลังพลของหน่วย ซึ่งหากเคยอ่านผ่านตามาบ้างก็จะสามารถตอบคำถามได้อย่างไม่ยากเย็น เนื่องจากเป็นคำถามแบบปรนัยมีเพียง 4 ตัวเลือกที่มีคำตอบห่างกันไปคนละทิศละทาง แม้แต่เด็ก ป.6 ก็ยังเดาออก (อ้อ ลืมไป สห.สมัยก่อน จบ ป.6 เค้าก็รับแล้วครับ ไม่ต้องถึง ม.6 หรอก) 

แต่ก็น่าแปลกที่คนจบ ม.6 ในสมัยนี้  
จะมีความคิดอ่านเหมือนคนเพิ่งจบ ป.6  สมัยก่อนเลย



ภาพจากอินเตอร์เน็ต
จำไม่ได้ว่าหน่วยไหนของสหรัฐอเมริกา

วันอังคารที่ 13 สิงหาคม พ.ศ. 2556

วิวัฒนาการ

ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2550 มาตรา 30 วรรคสอง บัญญัติไว้ว่า ชายหญิงมีสิทธิเท่าเทียมกัน และนี่คือวิวัฒนาการทางวัฒนธรรมของสังคมโลก แต่ก็เป็นที่แน่นอนว่าในหลายประเทศบนโลกใบนี้ยังคงปฏิเสธแนวความคิดเกี่ยวกับเรื่องนี้ อาจจะด้วยเหตุผลทางวัฒนธรรมดั้งเดิมของตนหรือด้วยข้อบัญญัติบางประการทางศาสนา แต่ในซีกโลกตะวันตกและในแถบเอเซียหลายประเทศจะสามารถรับรู้ถึงการเปลี่ยนแปลงนี้ได้บ่อยครั้งขึ้น

นั่นคือบทบาทของผู้หญิงในเครื่องแบบทหาร ตำรวจ ที่มิใช่บทบาทในการแต่งตัวสวยเฉียบ แต่งหน้าทาปาก นั่งโต๊ะประชาสัมพันธ์จีบปากจีบคอให้ข้อมูลผู้มาติดต่อราชการด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม กับภาพการเดินชดช้อยถือถาดเครื่องดื่ม น้ำชา กาแฟ คอยยกมาบริการบนโต๊ะรับแขกหรือโต๊ะประชุมหรือบนเครื่องบินทหารบางลำ ภาพเหล่านี้ไม่ได้แสดงถึงความเท่าเทียมกัน แต่กลับแสดงถึงการกดขี่ทางเพศอย่างชัดแจ้ง

แต่ในทุกวันนี้ในประเทศไทยเราดูเหมือนจะเท่าเทียมกันกับอารยประเทศในด้านนี้้แล้ว เพราะผู้หญิงเริ่มก้าวเข้ามามีบทบาทเพิ่มมากขึ้น (ไม่ขอพูดถึงตำแหน่งผู้นำประเทศนะ) เพราะบ้านเรามีทหารพรานหญิงมานานมากแล้วซึ่งมีบทบาทที่สมบูรณ์ในสนามรบเหมือนกับนักรบชายทุกประการ (แต่ก็ยังไม่วายโดนสั่งให้ชงกาแฟให้ผู้ใหญ่เหมือนเดิมอีกนั่นแหละ) เจ็บจริง เลือดออกจริงและก็ตายจริงๆ ไปมากต่อมาก แต่สำหรับหน่วยใช้ร่มนั้นของเราก็มีมานานมากๆ แล้วตั้งแต่สมัยยังคงเป็นศูนย์สงครามพิเศษโน่นแน่ะ แต่ส่วนมากแล้วพลร่มหญิงยุคนั้นจะใช้ไปในรูปของกีฬามากกว่าการรบ แล้วก็สร้างชื่ิอเสียงให้กับกองทัพบกมาไม่ใช่น้อย

ของตำรวจก็มีหน่วยพลร่มเหมือนกัน คือตำรวจพลร่มหญิงจากค่ายนเรศวร หัวหิน ซึ่งภารกิจใระยะหลังๆ จะเน้นไปในการถวายอารักขาให้แก่พระราชวงศ์จักรี การรักษาความปลอดภัยให้กับบุคคลสำคัญจากต่างประเทศ และผู้บังคับบัญชาชั้นสูงที่เป็นผู้หญิง นัยว่าเพื่อให้ดูกลมกลืนไม่แข็งกระด้างทำให้เสียบรรยากาศโดยรวมซึ่งผลที่ได้รับนั้นดูดีในสายตาของบุคคลทั่วไปและผู้บังคับบัญชาชั้นสูง ดังนั้น การจัดตั้งหน่วยสารวัตรทหารหญิงจึงได้เริ่มเป็นรูปร่างขึ้นในกองทัพบก รายละเอียดนั้นจะไม่ขอกล่าวถึงล่ะครับ

เอาเป็นว่ากองทัพไทยตอนนี้เรามีสารวัตรทหารหญิงครบทั้ง 3 เหล่ากันแล้วนะครับ ซึ่งภารกิจหลักก็คงจะเป็น การถวายอารักขาให้แก่พระราชวงศ์จักรี การรักษาความปลอดภัยให้กับบุคคลสำคัญจากต่างประเทศ และผู้บังคับบัญชาชั้นสูงที่เป็นผู้หญิง ส่วนจะรวมไปถึงการติดตามท่านผู้หญิง หรือศรีภรรยาของผู้ใหญ่บางท่านนั้นคงแล้วแต่สถานการณ์ (รวมถึงการดูแลเสิร์ฟเครื่องดื่ม เสิร์ฟอาหาร ผู้บังคับบัญชาตามมารยาทที่ดีของสาวไทย ทั้งๆ ที่ไม่อยากทำ)

การขยายอัตราการบรรจุสารวัตรทหารหญิงลงไปในอัตรากองร้อยของทุกหน่วยควรจะได้รับการพิจารณา(แน่นอนว่าหลังจากที่ทุกกองร้อยควรจะได้รับการบรรจุอัตรากำลังพลลงไปอย่างน้อย 80 เปอร์เซนต์ของอัตราเต็ม) อย่างน้อยที่สุดก็น่าจะมี 1 หมวด(ลดกำลัง) เพื่อรองรับภารกิจในหน่วยระดับภูมิภาคที่หนักหน่วงมากจนในบางครั้งไม่มีเวลาจะกลับบ้านไปซักผ้าให้ภรรยาเสียด้วยซ้ำไป ส่วนเรื่องงานพิเศษนอกเวลาราชการยิ่งไม่ต้องไปพูดถึง(ยกเว้นบางท่าน) เพียงแค่หาเวลากลับบ้านมานั่งหายใจยังแทบไม่มี (ก็ยังต้องยกเว้นบางคนอีกนั่นแหละ)


ขอให้มีความสุขกับงานนะครับ
สำหรับเว็บไซท์ สห.แบบพกพาของผมตอนนี้กำลังอัดข้อมูลลงไปแบบไม่ออมมือล่ะครับ ที่เน้นมากที่สุดจะเป็นเรื่องกฎหมายครับ ส่วนเรื่องแนวทางการปฏิบัติราชการต่างๆ ก็จะพยายามรวบรวมมา และอีกส่วนหนึ่งที่เป็นตำราวิชาเหล่าคิดว่าจะติดต่อท่านอาจารย์ พ.อ.ประพจน์ สงวนพานิช อีกครั้งครับเผื่อจะได้ข้อมูลใหม่ล่าสุด
สำหรับความจุนั้น ขั้นต้นคิดว่าคงจะหยุดไว้ที่ 8 GB
แต่จากข้อมูลที่มีสาระหลากหลายประเภท ทำให้โฟลเดอร์นี้ใช้พื้นที่ทะลุขึ้นไปถึง 27 GB
ทำให้เกิดภาระที่ต้องมีการร่างต้นแบบเว็บไซท์ใหม่เป็น 2 เวอร์ชั่น

เวอร์ชั่นแรกเลี้ยงอาการไว้แค่เบาะๆ สำหรับห้อยคอติดตัวแทนพระเครื่อง 8 GB
เวอร์ชั่นสองรับไปสุดๆ กับเรื่องของความรู้ สาระและบันเทิง 150 GB
ทั้งสองเวอร์ชั่นมีประสิทธิภาพสมบูรณ์ในตัวเอง 100 เปอร์เซนต์ สามารถใช้กับคอมพิวเตอร์ทุกเครื่องที่มีโปรแกรมเล่นเน็ต โดยไม่ต้องเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ต และหากมีการเชื่อมต่อเมื่อใด ก็จะเพิ่มประสิทธิภาพให้กับข้อมูลอีก 1000 เปอร์เซนต์
ด้วยแหล่งข้อมูลที่รวบรวมมาไว้ในนี้้อย่างเพรียบพร้อม

ชีวิตรับราชการ 30 ปี 6 เดือนทำให้รู้สึกตัวดีว่ายังคงรับใช้เหล่า สห. กองทัพบกและประเทศชาติได้ไม่สมบูรณ์ ปฏิเสธไม่ได้ว่าส่วนหนึ่งมาจากความอ่อนล้าของอารมณ์ที่อ่อนไหวกับความไม่เท่าเทียมกันในสังคมทหาร ได้พบเห็นความอยุติธรรมในหลายรูปแบบ
แต่ก็เป็นเพียงทหารตัวเล็กๆ ที่ไต่เต้ามาตั้งแต่ พลทหารกองประจำการ
และก็ยังมีความซื่อสัตย์ต่ออาชีพอยู่ต่อไปจนกว่าจะสิ้นลมหายใจ
ลมหายใจของชีวิตที่เหลืออยู่
จึงพร้อมสำหรับการถ่ายทอดความรู้และประสบการณ์ให้กับคนรุ่นต่อไป
ส่วนที่ว่าจะรับฟังหรือไม่?
นั่นไม่ใช่เรื่องที่จะต้องใส่ใจ

วันเสาร์ที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2556

ห้องสมุดเคลื่อนที่


นี่เป็นส่วนบนของหน้าเว็บกฎหมายหลัก

ถึงแม้ว่าจะแขวนหมวกสลัดเครื่องแบบพ้นตัวไปแล้วกว่า 6 ปี แต่ก็ยังมีน้องๆ บางคนยังคงโทรศัพท์มาปรึกษาหารือเกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่อยู่บ่อยครั้ง ซึ่งก็พยายามให้คำแนะนำไปเท่าที่สามารถจะทำได้ ถึงแม้จะบอกไปแล้วว่าเรื่องความเปลี่ยนแปลงของระเบียบ ข้อบังคับ ของทางราชการมันไม่ตายตัวหรอก จะต้องมีการเปลี่ยนแปลงอยู่เป็นระยะๆ สมควรที่จะติดตามรวบรวมเอาไว้อย่างต่อเนื่องในขณะที่ยังคงรับราชการอยู่ ไม่ใช่ว่าจะมาถามเอากับคนที่หันหลังให้กับตำรามานานกว่า 6 ปีอย่างนี้


นี่ก็ช่วงกลางๆ ของหน้าเว็บกฎหมายฝ่ายทหาร

ทำให้เกิดแนวความคิดขึ้นมาว่า ทำไมไม่รวบรวมเอาบรรดากฎหมาย กฎ ข้อบังคับ ระเบียบ คำสั่งของทางราชการทหาร หรือ บรรดากฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติหน้าที่ หรือ บรรดากฎหมายที่เกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวัน มารวบรวมไว้ในที่เดียวกันในลักษณะของห้องสมุดแบบพกพาสามารถนำมามาเปิดดูจากคอมพิวเตอร์เครื่องใดก็ได้ที่อยู่ใกล้มือที่สุด โดยจะพยายามเก็บรวบรวมมาให้มากที่สุดเท่าที่จะบรรจุลงในแฟลชไดรว์ขนาดความจุ 4 กิ็กกะไบท์ ซึ่งในปัจจุบันราคาตลาดไม่น่าจะเกิน 200 บาท


ส่วนหน้าเว็บนี้ใช้ในกรณีที่มีการเชื่อมต่อกับอินเตอร์เน็ต
หากไม่มีเบราส์เซอร์ดีๆ ก็สามารถโหลดมาติดตั้งได้จากตรงนี้เลย

และเมื่อรวบรวมเอาหนังสือมากมายมาเก็บไว้แล้วจะเปิดดูแบบทื่อๆ มันก็ดูจะไร้อารมณ์ศิลปินไปหน่อย เลยออกแบบหน้าเว็บเพจในลักษณะเดียวกับเว็บไซท์โดยทั่วไปนั่นเอง เพื่อให้สะดวกต่อการค้นหาและเลือกอ่านจากคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะ โน๊ตบุ๊ค แท็บเล็ต ไอโฟน ไอแพด แอนดรอยด์ โทรศัพท์มือถือ โทรทัศน์ หรืออะไรก็ตามที่สามารถรับข้อมูลได้(ยกเว้น ตู้เอทีเอ็ม ตู่ไปรษณีย์ ตู้กับข้าว ตู้เย็น ฯลฯ) โดยไม่ต้องทำการเชื่อมต่อกับระบบอินเตอร์เน็ต 
แต่เมื่อออกแบบมาแล้วก็ควรจะมีทางออกเพิ่มเติมบ้างในกรณีที่มีการเชื่อมต่อกับระบบอินเตอร์เน็ต ผู้อ่านก็สามารถเข้าไปค้นหาข้อมูลต่างๆ เพิ่มเติมได้จากเว็บไซท์ที่สำคัญๆ ที่สร้างลิงค์เชื่อมต่อไว้ให้แล้วเช่นกัน


ช่วงท้ายของหน้าเว็บทุกหน้า
รูปภาพน่ะของปลอมครับ แต่หน้าคนน่ะของจริง งงมั้ยล่ะ?

ทีแรกก็สร้างไว้เพียง 5 หน้าเว็บแต่ก็จะแอบเพิ่มขึ้นมาซัก 3-4 หน้าเว็บเพื่อเพิ่มเติมสาระในเรื่องอื่นๆ เข้าไปด้วย เช่น ดิกชันนารี่ อังกฤษ-ไทย พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน สารานุกรมสำหรับเยาวชน หรือภาพยนตร์ดีๆ ซักเรื่องสองเรื่อง ซึ่งถ้าจะเพิ่มขนาดความจุเป็น 8 กิ๊กกะไบท์มันก็คงไม่หนักหนาอะไรเพราะแฟลชไดรว์ทุกวันนี้มีขนาดเล็กกระจิ๊ดริดอยู่แล้ว

ต้องขอโทษด้วยที่ออกมาแจ้งล่วงหน้าเพราะตอนนี้เริ่มดำเนินการไปแล้วเกินกว่า 80 เปอร์เซนต์ เหลืออยู่แต่การตามกวาดล้วงหา กฎหมาย กฎ ข้อบังคับ ระเบียบ คำสั่ง ของทางราชการใหม่ๆ ที่ออกมาเป็นทิวแถว เพื่อทำให้ข้อมูลทั้งหมดเป็นปัจจุบันจริงๆ ใครอยากได้ติดต่อแจ้งเข้ามาที่เมล์ chanin1222 เมื่อทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว ผมจะเอาขึ้นไปฝากไว้ในเว็บไซท์ในรูปแบบของไฟล์ซิป แล้วจะแจ้งที่อยู่ไปทางอีเมล์ หรือในบล็อกนี้ เพื่อให้ท่านเข้าไปดาวน์โหลดมาใช้งาน

ฟรีครับ

ทั้งหมดนี้ก็เพื่อเพื่อนพ้องเหล่าทหารสารวัตร .. อ้อ เผื่อเพื่อนพ้องทหารหาญทั้งหลายทั้งปวงด้วยครับไม่ได้หวงห้าม หากเห็นว่ามีประโยชน์


วันเสาร์ที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2556

ไบไม้ร่วง


ณ นาทีนี้ขอแสดงความคาราวะต่อดวงวิญญาณของ ร.ต.ประยุทธ ว่องไว สังกัด ร้อย.สห.จทบ.พ.ล.ซึ่งเสียชีวิตจากอาการป่วยเป็นมะเร็งกระดูกสันหลัง ขณะรักษาพยาบาลตัวอยู่ รพ.พุทธชินราช ซึ่งได้ทำพิธีรดน้ำศพในวันที่ 31 พ.ค.56 เวลา 1600 ณ วัดคูหาสวรรค์ อ.เมือง จว.พิษณุโลก และในวันที่ 1 มิ.ย.56  เวลา 2000 นนส.ทบ.12/22 จะเป็นเป็นเจ้าภาพสวดอภิธรรม โดยจะฌาปนกิจศพในวันจันทร์ที่ 3 มิ.ย.56 เวลา 1630 ณ เมรุวัดคูหาสวรรค์ อ.เมือง จว.พิษณุโลก 



เพื่อนพ้องท่านใดที่อยู่ในละแวกใกล้เคียงหรือจะอยู่ไกลหากพอจะมีเวลาปลีกตัวมาร่วมแสดงความอาลัยกับเพื่อนของเรา ก็ทำได้แค่ตอนนี้ละครับ เพราะเพื่อนเราคงไม่มีเวลามาร่วมสังสรรค์สนทนาปราศรัยกับเราอีกต่อไปแล้ว น่าจะมีความสุขสงบอยู่กับที่หมายปลายทางของชีวิตทุกชีวิต

ยังจำได้ถึงช่วงเวลาที่ร่วมเรียน กินอยู่หลับนอนพร้อมๆ กันมาตลอดเวลา 1 ปี ณ รร.สห.สห.ทบ.ถนนโยธี พญาไท กทม. อาจจะมีบางเวลาที่เข้าเวรสายตรวจด้วยกันแล้วแอบสะกิดชวนโดดข้ามรั้วกำแพงกรมการสารวัตรทหารบกออกไปเตร็ดเตร่แถวๆ อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิในยามวิกาล หรือแอบซุ่มสูบบุหรี่ในยามดึก ซึ่งนั่นมันก็ตั้งแต่ปี 2523 แล้วล่ะครับ หมายความถึง เมื่อ 33 ปี ที่ผ่านมาแล้ว

ถ้าจำไม่ผิดเพื่อนเราก็เป็น พลทหารกองประจำการผลัดที่ 1/20 เหมือนกันกับเราแต่อยู่กันคนละกองทัพภาคเท่านั้น ดังนั้นถ้านับอายุราชการแล้วก็ควรจะมากกว่าเราอย่างแน่นอน(โดยไม่จำเป็นต้องมองจากสีของเส้นผมนะ)

ก็ขอให้ดวงวิญญาณของเพื่อนจงไปสู่ที่สงบในสัมปรายภพ หมดสิ้นความห่วงกังวลจากเรื่องราวในทางโลกโดยสิ้นเชิง แล้วค่อยพบกันใหม่ในไม่ช้าตามวัฏจักรของโลกที่เป็นไป

สำหรับเพื่อนร่วมรุ่นที่ต้องการตรวจสอบรายชื่อเบอร์โทรศัพท์ของเพื่อน เหล่า สห.
ขอเชิญ  คลิกที่นี่ ได้เลยครับ
ใครต้องการจะให้แก้ไขข้อมูลส่วนไหน?
กรุณาโทรศัพท์แจ้งด้วยนะครับ 0815766159
หรือจะส่งมาทางอีเมล์ก็ไม่ว่ากันที่ chanin1222