ทันข่าวจาก Twitter คสช.

วันศุกร์ที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2558

เริ่มต้นและจบลง


ขอเรียนให้ทราบไว้ก่อนนะครับว่าบทความนี้เขียนขึ้นด้วยประสบการณ์จากการทำงานของผมเอง ดังนั้นจึงเป็นความคิดเห็นส่วนตัวของผมเองซึ่งอาจไม่สอดคล้องตรงกันกับความคิดของผู้อื่นอย่างแน่นอนและผมเองย่อมต้องรับผิดชอบต่อความคิดเห็นเหล่านี้อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ นั่นจะเป็นหลักฐานแสดงให้ผู้อ่านทราบว่า บางทีความคิดของ สห.รุ่นเก่าๆ อย่างผมก็ไม่ได้เรื่องเหมือนกัน เป็นโชคดีอย่างมากของกองทัพบกที่ผมลาออกมา 8 ปีแล้ว ไม่มีโอกาสอยู่ถ่วงความเจริญของเหล่า สห.อีกต่อไป

สิ่งหนึ่งที่ผมจดจำไว้อย่างแม่นยำตั้งแต่วันแรกที่ได้รับการบรรจุเข้ารับราชการก็คือ ต้องพร้อมที่จะปฏิบัติหน้าที่โดยทันที เนื่องจากหลังจากที่เข้ารายงานตัวต่อ ร.ต.สนั่น  ยังพิทักษ์ ผบ.มว.สารวัตร ในตอนเช้าของวันที่ 1 พฤษภาคม 2524 แล้วท่านก็พาเข้ารายงานตัวต่อ พ.ท.ชื่นเกียรติ กาญจนะ รอง ผบ.จทบ.ป.จ.(ส่วนแยกอรัญประเทศ) ในครึ่งชั่วโมงต่อมา จากนั้นก็กลับมาที่ บก.มว.สารวัตร ผู้หมวดท่านถามผมว่าพร้อมจะทำงานหรือยัง จำได้ว่าตอบไปว่า "พร้อมแล้วครับ" ที่ตอบไปอย่างนั้นเพราะมั่นใจในตัวเองว่าพร้อมจริงๆ เนื่องจากถุงทะเลที่แบกไปเพียงใบเดียวนั่นมีทั้งเครื่องแบบชุดปกติแขนยาว เครื่องแบบชุดฝึก และอุปกรณ์ประกอบเครื่องแบบ สห.ที่ใช้งานมาแล้วเมื่อครั้งที่ออกไปฝึกภาคปฏิบัติกับ พัน.สห.ที่ 11 เมื่อต้นเดือน มีนาคม ถึงต้นเดือน เมษายน 2524

(อ่านมาถึงตอนนี้บางท่านอาจจะสะดุดเข้ากับ คำว่า เมษายน 2524 ก็คงต้องขอขยายความเพิ่มเติมอีกนิดว่า ครับท่าน ช่วงนี้แหละครับที่เค้าเรียกกันว่า "เมษาฮาวาย" ก็ไม่รู้ว่าใครไปตั้งชื่อไว้ แต่เป็นการก่อกบฎของกลุ่มยังเติร์กที่นำโดย พ.อ.มนูญ รูปขจร พ.อ.ประจักษ์ สว่างจิตร กับเพื่อนๆ ครับ ซึ่งหนึ่งในจำนวนเพื่อนๆ ของท่านก็คือ พ.อ.สาคร  กิจวิริยะ ผบ.พัน.สห.ที่11 ในขณะนั้น ถึงตอนนี้ขอคัดเอาบางข้อความมาจากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรีล่ะครับ เวลาโดนด่าจะได้ไม่เข้าเนื้อ 555
ผู้ก่อการประกอบด้วยนายทหารซึ่งจบจากโรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า รุ่น 7 หรือรุ่น ยังเติร์ก ได้แก่ พันเอก มนูญกฤต รูปขจร (ม.พัน.4 รอ.), พันเอก ชูพงศ์ มัทวพันธุ์ (ม.1 รอ.), พันเอก ประจักษ์ สว่างจิตร (ร.2), พันโท พัลลภ ปิ่นมณี (ร.19 พล.9), พันเอก ชาญบูรณ์ เพ็ญตระกูล (ร.31 รอ.), พันเอก แสงศักดิ์ มงคละสิริ (ช.1 รอ.), พันเอก บวร งามเกษม (ป.11), พันเอก สาคร กิจวิริยะ (สห.มทบ.11) โดยมีพลเอก สัณห์ จิตรปฏิมา รองผู้บัญชาการทหารบก เป็นหัวหน้าคณะ
คณะผู้ก่อการที่เรียกตัวเองว่า "คณะกรรมการสภาปฏิวัติ" เริ่มก่อการเมื่อเวลา 02.00 น. ของวันที่ 1 เมษายน โดยจับตัวพลเอก เสริม ณ นคร ผู้บัญชาการทหารสูงสุด, พลโท หาญ ลีนานนท์, พลตรี ชวลิต ยงใจยุทธ และพลตรี วิชาติ ลายถมยา ไปไว้ที่หอประชุมกองทัพบก และออกแถลงการณ์คณะปฏิวัติ ใจความว่า

เนื่องจากสถานการณ์ของประเทศทุกด้านกำลังระส่ำระส่ายและทรุดลงอย่างหนัก เพราะความอ่อนแอของผู้บริหารประเทศ พรรคการเมืองแตกแยก ทำให้เสถียรภาพของรัฐบาลสั่นคลอน จึงเป็นจุดอ่อนให้มีคณะบุคคลที่ไม่หวังดีต่อประเทศเคลื่อนไหว จะใช้กำลังเข้ายึดการปกครองเพื่อเปลี่ยนแปลงการปกครองเป็นแบบเผด็จการถาวร ดังนั้นเพื่อความปลอดภัยและอยู่รอดของประเทศ คณะปฏิวัติซึ่งประกอบด้วยทหารบก ทหารเรือ ทหารอากาศ ตำรวจ และพลเรือน จึงได้ชิงเข้ายึดอำนาจการปกครองของประเทศเสียก่อน

พร้อมกับได้ยกเลิกรัฐธรรมนูญ, ยุบสภา ถอดถอนคณะรัฐมนตรี ประกาศแต่งตั้งข้าราชการระดับสูง พร้อมกับเปิดเพลงปลุกใจออกอากาศทางวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทยตลอดเวลา ขณะที่ตามสถานที่ต่าง ๆ ในกรุงเทพมหานครมีการตั้งบังเกอร์ กระสอบทราย และมีกำลังทหารพร้อมอาวุธรักษาการณ์อย่างเข้มงวด พร้อมทั้งมีการอัญเชิญธงชาติไทยขึ้นสู่ยอดเสาเป็นสัญลักษณ์ด้วย
ทางฝ่ายรัฐบาล โดยพลเอก เปรม ติณสูลานนท์ ได้กราบบังคมทูลเชิญพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช, สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ และพระบรมวงศานุวงศ์ เสด็จพระราชดำเนินไปประทับที่กองทัพภาคที่ 2 ค่ายสุรนารี จังหวัดนครราชสีมา ตั้งกองบัญชาการตอบโต้ และใช้อำนาจปลดผู้ก่อการออกจากตำแหน่งทางทหาร โดยได้กำลังสนับสนุนจากพลตรี อาทิตย์ กำลังเอก รองแม่ทัพภาคที่ 2
การตอบโต้กลับของทางรัฐบาล เริ่มต้นด้วยการโดยส่งเครื่องบินเอฟ-5อี บินเข้ากรุงเทพมหานครเพื่อสังเกตการณ์ พร้อมกับเคลื่อนกำลังพล ทหารทั้ง 2 ฝ่ายปะทะกันเล็กน้อย มีทหารฝ่ายก่อการเสียชีวิต 1 นาย และบาดเจ็บ 1 นาย มีพลเรือนถูกลูกหลงเสียชีวิตและบาดเจ็บอย่างละ 1 คน การกบฏยุติลงอย่างรวดเร็วในเวลาเช้าตรู่ของวันที่ 3 เมษายน เมื่อฝ่ายก่อการเข้ามอบตัวกับทางรัฐบาลรวม 155 คน นับเป็นเวลา 55 ชั่วโมงตั้งแต่เกิดเหตุการณ์จนจบ
ขณะที่แกนนำฝ่ายผู้ก่อการหลบหนีออกนอกประเทศ พันเอก มนูญ รูปขจร ลี้ภัยที่ประเทศเยอรมนี, พลเอก สัณห์ จิตรปฏิมา หัวหน้าคณะ หลบหนีไปประเทศพม่า ก่อนได้รับพระราชทานอภัยโทษ 52 คน ซึ่งเป็นระดับแกนนำ เนื่องในวโรกาสวันฉัตรมงคล ได้รับนิรโทษกรรม และได้รับการคืนยศทางทหารในเวลาต่อมา ซึ่งต่อมาคณะนายทหารเหล่านี้ได้นำธูปเทียนไปขอขมาพลเอกเปรมถึงบ้านสี่เสาเทเวศน์ บ้านพัก ในวันที่ 22 มิถุนายน ขณะที่พลเอกสัณห์ เมื่อเดินทางกลับสู่ประเทศไทยแล้ว หาได้กระทำเช่นนั้นไม่ และได้ปฏิเสธที่จะให้สัมภาษณ์ใด ๆ
ในช่วงเช้าของวันที่ 2 เมษายน 2524 ผมกับเพื่อนๆ ร่วมรุ่นที่เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของกองกำลังกบฎมาหลายวัน(โดยไม่รู้ว่าตัวเองเป็นหรือเปล่า) ก็ออกชักแถวเดินทางจาก พัน.สห.ที่ 11 กลับเข้า กรมการสารวัตรทหารบกด้วยความปลอดภัย โดยมี นายทหารชั้นผู้ใหญ่ของ สห.ทบ.ท่านหนึ่งเดินทางเข้าไปรับตัวออกมา เดินกันตัวลีบผ่านรถถังคันเบ้อเริ่มที่จอดอุดปากทางเข้ากองพันเอาไว้ ซึ่งกรุณาขยับเปิดช่องให้เดินผ่านนิดหนึ่ง จนถึงวันนี้ใครมาหาว่าผมเป็นกบฎ ผมไม่เคยเถียงซักคำ และผมก็เข้าร่วมกับการกบฎ ปฏิวัติ รัฐประหาร มาจนนับครั้งไม่ถ้วน (แบบไม่รู้ตัว) เหมือนกับเพื่อนทหารหลายๆ คนนั่นแหละครับ อย่ามาเถียงเสียให้ยาก ......

เอ้าพูดเรื่องการทำงานกันต่อ ดังนั้นผมจึงเข้าปฏิบัติหน้าที่ สห.ตั้งแต่วันแรกที่เข้ารายงานตัวนั่นเองครับ รื้อถุงทะเลเปลี่ยนเสื้อผ้ากันข้างๆ ห้อง ผบ.มว.นั่นแหละแล้วก็เข้าไปรายงานตัวอีกที รับฟังคำแนะนำเรื่องการงานอีกพักก็เริ่มยกที่ 1

มวยแบบผมต่อยไม่เป็นเรื่องเท่าไหร่ เพราะผมกำลังเริ่มยกสุดท้าย  วันที่ กห.อนุมติให้ผมลาออกจากราชการนั้นตั้งแต่ 2 ตุลาคม 2550 แต่ในวันที่ 30 กันยายนผมยังคงหอบแฟ้มสำเนาการสอบสวนผู้กระทำความผิดเดินว่อนไปมาอยู่ในค่าย เนื่องจากต้องรายงานสรุปสำนวนการสอบสวนให้แล้วเสร็จส่งประธานกรรมการลงนามให้ได้ และก็ยังไม่แน่ใจว่าจะต้องแก้ใขอีกมากมายขนาดไหน  มำหนำซ้ำ 10 โมงเช้า ผมก็ยังต้องเข้าห้องประชุมเพื่อเตรียมการจัดทำเอกสารรับตรวจอะไรไม่รู้อีกสารพัดเรื่อง พอช่วงบ่ายแก่ๆ หอบแฟ้มผ่านห้องทำงานของสายธุรการและกำลังพลก็ได้ยินเสียงเรียก ปรากฎว่า ผช.ฝกพ.ท่านแจ้งว่า หน่วยได้ส่งรายชื่อผมเป็นตัวแทนไปร่วมสัมนาเรื่องเกี่ยวกับกฎหมายที่ ชลบุรี ระยะเวลา 5 วัน ในช่วงกลางเดือนตุลาคม แถมยังเน้นอีกว่า ไม่มีใครเหมาะสมเท่า

ผมยืนงงอยู่ตั้งพักใหญ่ แล้วก็ตัดสินใจพยักหน้ารับทราบไป "ก็ช่างหัวปะไร ตามหาตัวเอาเองเหอะ" ขนาดกำลังพลของตัวเองลาออกไปแล้ว มันก็ยังไม่คิดจะจดจำ อุตส่าห์จะให้ไปทำงานอีกแน่ะ

ใครบ้ากันแน่วะ

อ้าวแล้วตกลงผมจะเขียนเรื่องอะไรกันละเนี่ยะ