ทันข่าวจาก Twitter คสช.

วันพฤหัสบดีที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2557

ภาพในอดีต





ภาพข้างบนนี้คาดว่าเป็นภาพชุดเดียวกับภาพในบทความที่ผ่านมาคือจากปี 2538 - 2539 ภายในเรือนจำ จทบ.ส.ก.ซึ่งหากมองจากมุมนี้ตัวอาคารยังคงไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงไปจากเมื่อปี 2524-2526 หน้าต่างซ้ายมือสุดสองบานของชั้นบนจะเป็นตำแหน่งเตียงนอนของนายสิบเวรฯ โดยมีเตียงนอนของลูกเวร หรือ ผู้คุม เรียงรายต่อกันไป โดยจะมีห้องถัดเข้ามาอีกห้องมีลักษณะเดียวกันสามารถรองรับกำลังพลมานอนได้นับสิบนาย 

และช่วงหนึ่งในอดีต สถานที่แห่งนี้ก็เคยเป็นที่ตั้งชั่วคราวของ หมวดสารวัตร ฯ มาแล้ว โดยมีกำลังพลที่เป็นหนุ่มโสดซึ่งไม่มีที่พักอาศัยของทางราชการ ต้องกินนอนประจำอยู่ในนี้มาเป็นระยะเวลานานพอสมควร ผมเองก็มีอยู่ช่วงเวลาหนึ่ง นานนับปีทีเดียวที่ต้องมาใช้ชีวิตอยู่ในนี้เหมือนกับ "ผู้รับโทษ" นั่นคือช่วงที่ต้องเข้ามาหมุนเวียนกันปฏิบัติหน้าที่เป็น นายสิบเวรฯ หมวดที่ควบคุม เนื่องจากในปี 2524- 2526 นั้น ที่นี่ยังคงมีสภาพเป็นเพียง หมวดที่ควบคุม ร้อย.สารวัตร จทบ.ป.จ.(ส่วนแยกอรัญประเทศ)เท่านั้น

เพราะปัญหาเรื่องที่พักอาศัยขบวนการหนุ่มโสดบางคนที่ทำงานประจำอยู่กองร้อยก็นอนที่กองร้อย บางส่วนทำงานในคุกก็มานอนประจำอยู่ในคุก จนแยกไม่ออกว่าวันไหนเข้าเวร วันไหนไม่เข้าเวร เนื่องจากมีผู้ถูกควบคุมตัวไว้มากมายจึงต้องอยู่ช่วยเหลือกันไป ดังที่เกริ่นไว้แล้วว่า ในนีมีทั้งผู้ต้องขังที่เป็นทหารซึ่งกระทำความผิดทั้งทางวินัยและทางอาญา หมุนเวียนกันเข้ามาแทบทุกวันมีจำนวนยอดไม่ต่ำกว่า 50 คน(โดยเฉลี่ย) เพราะบางโอกาสยอดก็ทะลุขึ้นไปถึง 150 หรือลดลงมาเหลือ 30 ซึ่งปริมาณนั้นขึ้นอยู่กับว่าหน่วยทหารที่ขึ้นมาปฏิบัติราชการสนามนั้นเป็นหน่วยใด โดยมีหมุนเวียนกันอยู่ 3 หน่วย คือ พล.1 รอ. , พล.ร.2 รอ. และ พล.ร.9  ไม่ต้องเดาก็คงจะรู้ล่ะว่าหน่วยใดจะทำสถิติติดคุกมากที่สุด

ทหารไทยไม่ใช่ปัญหาสักเท่าไหร่เนื่องจากมีการควบคุมอย่างเป็นระบบ โดยมอบหมายให้ผู้ต้องขังทางวินัยคอยช่วยเหลือในการควบคุมผู้ต้องขังที่มี่ีความผิดทางอาญาไปด้วย แล้วก็จัดเวรยาม แบ่งงานให้ทำอย่างทั่วถึง ซึ่งรวมไปถึงการใช้กำลังพลในส่วนนี้ช่วยหลือควบคุมผู้หลบหนีเข้าเมืองชาวเวียตนามและชาวกัมพูชาอีกเกือบ 1 พันคนที่นอนแออัดกันอยู่ที่ชั้นบนและชั้นล่าง สร้างปัญหาให้ทั้งเรื่องสภาพความแออัด กลิ่น ระบบสุขาภิบาล

สำหรับเรื่องอาหารเราได้รับการสนับสนุนจาก สำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ จัดส่งข้าวสาร อาหารแห้ง เช่น ปลาป่น(ป่นจนละเอียดยกมาเป็นกระสอบ) ปลาทูเค็ม(ที่โคตระเค็ม..มหาเค็ม) เค็มไปจนถึงก้างชนิดที่ว่าแช่น้ำไว้สามวันยังไม่ยอมหายเค็มแล้วก็แข็งเป็นหินทีเดียว มีการส่งผักสดมาในบางครั้งเป็นเข่งๆ  อาหารหลักของผู้อพยพเหล่านี้ก็เป็น  ปลาเค็มต้มรวมกับผักสดนี่เอง นานครั้งจึงจะพากันออกไปหาล่าคางคกตัวใหญ่ๆ แถวๆ นั้นมาถลกหนังผัดพริก หรือไม่ก็สุนัขป่า(หลังเรือนจำ)ที่หลงทางมาก็โดนจับมาต้มพะโล้กินกันบ้างในบางโอกาส บางครั้งก็พากันลงไปวางตาข่ายดักปลาสดๆ จากแม่น้ำหลังเรือนจำมาให้ผู้คุมแกล้มเหล้าบ้าง ชีวิตความเป็นอยู่เหมือนกับหมู่บ้านตามชนบทที่สุด

ปัญหาที่เกิดกับที่ควบคุมก็คือ ผู้คุมมีหน้าที่ควบคุมผู้ต้องขัง แต่ผู้ต้องขังก็มีหน้าที่ในการใช้ความพยายามหลบหนีออกจากที่คุมขังให้ได้ แต่คงไม่ได้คิดว่าเพื่อเกียรติประวัติของวงศ์ตระกูลหรอกครับ แต่ที่มันต้องหนีก็เพราะ บางคนรู้ตัวดีว่าที่นี่เป็นที่พักชั่วคราวเท่านั้น หากเปลี่ยนที่ควบคุมแน่นหนากว่านี้ตนก็หมดโอกาสทีจะหลบหนีแล้วและคดีของตนมีอัตราโทษหนักหนาเท่าใด ผู้ต้องขังเหล่านี้ล้วนทราบดี เช่น พลทหารใช้อาวุธยิงผู้บังคับกองร้อย ซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชาในระหว่างการปฏิบัติหน้าที่บนฐานปฏิบัติการสนาม โทษที่ได้รับหลับตาก็เดาออกว่า "ประหารชีวิต" บางคนก็มีข้อหาปล้น ฆ่าชาวบ้านมา ผู้ต้องขังเหล่านี้จึงได้รับการดูแลเป็นพิเศษและรัดกุมหลายขั้นตอน

จากบทความก่อนหน้าได้บอกเล่าถึงจำนวนผู้คุมในแต่ละวันไว้คร่าวๆ จะมาพรรณาให้ฟังชัดๆ อีกครั้งเอาเฉพาะในช่วงที่ผมจำได้ดีเท่านั้น ช่วงนั้น ผมมียศเป็น จ.ส.อ.แล้วกับ จ.ส.อ.อีกท่านหนึ่ง ผลัดเปลี่ยนกันปฏิบัติหน้าที่นายสิบเวรฯ คนละวันนั่นก็คือวันเว้นวันนั่นแหละ โดยมีผู้คุมอีก 2 คนจับคู่กันอยู่ประจำตัววันละคน แต่ผู้คุมที่ว่างนั้น ในวันปฏิบัติราชการก็ต้องมาคอยช่วยเหลือด้วยในตอนกลางวัน ช่วงเวลากลางคืนจึงจะมี นายสิบเวรฯ กับผู้คุม เพียง 2 คนเท่านั้นที่ควบคุมดูแลอยู่

ปกติเราก็จะจัดแบ่งผู้ต้องขังทหารออกไปเป็นชุดๆ กลุ่มนายสิบอาวุโสก็จะให้ไปดูแลผู้หลบหนีเข้าเมือง กลุ่มอาวุโสแต่ยังคล่องตัวเอาไว้ดูแลผู้ต้องขังทหารในคดีอาญา อีกกลุ่มไปดูแลเรื่องโรงครัว อีกกลุ่มไปดูแลเขตสุขาภิบาลทั่วไป กลุ่มที่พูดภาษาเขมรได้ก็เอาไว้แทรกซึมไว้ในกลุ่มผู้หลบหนีเข้าเมือง และในลักษณะเดียวกันก็มีการคัดเลือกผู้หลบหนีเข้าเมืองที่มีความประพฤติดีและได้รับการคัดเลือกตัวไว้เพื่อส่งต่อไปยังประเทศที่สามแล้ว เราจะใช้คนพวกนี้คอยสอดส่องพฤติกรรมของทหารไทยอีกที ในกรณีที่มีอะไรไม่ชอบมาพากล นายสิบเวรฯ และผู้คุมจะได้ไม่ถูกกระทืบตายโดยไร้เหตุผล

การใช้โซ่ตรวนกับผู้ต้องขังในคดีอาญานั้นเป็นเรื่องปกติธรรมดาของเรือนจำ โดยเฉพาะเรือนจำที่มีความมั่นคงต่ำสุดเช่นที่นี่  แต่เชื่อไหมว่า พวกมืออาชีพสามารถใช้ช้อนซ่อมที่เป็นอะลูมินั่มอ่อนๆ งัดห่วงเหล็กขนาด 6 หุนง้างอ้าออกได้อย่างเหลือเชื่อ และผมเองก็ให้มีการทดลองงัดโชว์ให้ผู้บังคับบัญชาดูมาแล้ว ดังนั้น การใช้เครื่องพันธนาการ โซ่ตรวน จึงเป็นเพียงการหน่วงรั้งผู้ต้องขังไว้เป็นการชั่วคราวเท่านั้น การกำหนดขั้นตอนการทำงานไว้อย่างรัดกุม การวางแผนเผชิญเหตุไว้อย่างรอบคอบครบถ้วน การกำหนดมาตรการแก้ไขปัญหาไว้อย่างชัดเจน สิ่งเหล่านี้ต่างหากที่เป็นหัวใจของการรักษาความปลอดภัยในทุกเรื่อง แม้ว่าจะต้องเผชิญกับสภาพสถานการณ์ที่บีบคั้น ทั้งจากความขาดแคลนด้านกำลังพล ความขาดแคลนด้านความมั่นคงแข็งแรงของสิ่งก่อสร้าง โดยเฉพาะหมวดที่ควบคุมของผมในช่วงนั้น เป็นรั้วสังกะสีตีบนไม้คร่าวเก่าๆ เท่านั้นเอง

แต่ผมก็ไม่ใช่เทวดาซะด้วยซิ
ในระยะเวลาไม่ถึง 2 ปีที่ผมต้องไปปฏิบัติหน้าที่ในหมวดที่ควบคุมนั้น มีผู้หลบหนีเข้าเมืองชาวกัมพูชาหลบหนีออกไปหลายครั้ง หลายคน แต่ผมไม่เคยจับใครกลับมาได้เลยแม้แต่คนเดียว
ในช่วงเวลานี้เคยมีผู้หลบหนีเข้าเมืองเสียชีวิตก็หลายคน จากหลายสาเหตุ
เคยมีผู้ต้องขังคดีอาญาโทษประหารชีวิต เกือบหนีหลุดพ้นออกไปได้ แต่ถูกรุมจับตัวไว้ก่อนที่จะงัดห่วงโซ่หลุดจากขาอีกข้าง กว่าจะปล้ำจับมัดเสร็จก็เจ็บตัวไปตามๆ กัน

มีเรื่องหลายเรื่องที่เกิดขึ้นภายในสถานที่แห่งนี้ มากมายจริงๆ
และไม่สะดวกที่จะกล่าวถึงอย่างยิ่ง
แต่เรื่องหนึ่งที่จำไม่ลืมชั่วชีวิตก็คือ

ผมถูกผีหลอกแบบมีหลักฐานให้ยื่นฟ้องคดีผีได้เลย 
เป็นครั้งแรกในชีวิตที่นี่

แล้ววันหลังจะมาคุยให้ฟัง ศิษย์เก่าที่นี่หลายคนคงรู้ซึ้งดี