ทันข่าวจาก Twitter คสช.

วันเสาร์ที่ 18 เมษายน พ.ศ. 2558

วันหวานยังหวาน?


มีคนทักหลายคนแล้วเหมือนกันว่าระยะนี้ทำไมชอบพูดถึงแต่เรื่องเก่าๆ ที่ผ่านมานานมากๆ จนหลายคนเริ่มจะเลือนลืมไปหมดสิ้น ก็ไม่ปฏิเสธหรอกว่า พออายุเริ่มจะมากขึ้นจิตใจมันไม่อยากจะไปมุ่งหวังถึงอนาคตในวันข้างหน้าอีกต่อไปแล้วล่ะ เพราะเหลือบมองทีไรก็เห็นแต่โลงวางขวางอยู่ตรงหน้า ดังนั้นจึงต้องแกล้งๆ หันไปมองแต่ภาพในอดีตนี่แหละพี่น้องเอ๋ย อย่างเช่นภาพข้างบนนี้เป็นภาพจากวันที่ 1 พฤษภาคม 2523 ก็ประมาณ 35 ปีที่ผ่านมาหมาดๆ นี่เองครับ คงกระจ่างแจ้งสำหรับวงการทหารว่านี่คือกิจกรรมสามัญธรรมดาของทหารเราที่ถือปฏิบัติกันมาทุกหน่วย เป็นช่วงของ "การละลายพฤติกรรม" ว่าด้วยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของทุกคนให้เป็นไปในแนวทางเดียวกัน โดยไม่คำนึงถึงว่าใครจะมีพื้นฐานดั้งเดิมมาอย่างไร แต่เมื่อมาอยู่ร่วมกันทุกคนต้องทำทุกอย่างเหมือนกัน พร้อมที่จะใช้ชีวิตร่วมกัน เหนือ่ยด้วยกัน เจ็บด้วยกัน ตายด้วยกัน และทุกคนจะต้องไม่ทอดทิ้งกัน ตลอดชีวิต ไม่ใช่เพียงช่วงเวลา 1 ปีของการฝึกอบรม

ขออนุญาตพูดถึงเพื่อนคนหนึ่งในภาพนี้ที่อยู่ด้านหน้าสุดกึ่งกลางภาพเลยน่ะครับ เพื่อนคนนี้เสียชีวิตไปเนิ่นนานแล้วครับ วันนี้ให้เกียรติออกหน้าโชว์ตัวได้เต็มที่ ทุกคนแต่งเครื่องแบบปกติสีกากีแกมเขียวแขนยาว สวมหมวกทรงหม้อตาล ผูกไทด์ซ่อนปลายเรียบร้อยสวยงามในตอนแรก แต่พอเวลาผ่านไปหนึ่งชั่วโมงสภาพมันก็ดูกะรุ่งกะริ่งไปเองตามธรรมชาติ วันนี้พวกเรา 50 นายเดินทางมาจาก โรงเรียนนายสิบทหารบก ค่ายธนะรัชต์ อ.ปราณบุรี จ.ประจวบคีรีขันธุ์ โดยทางรถไฟถึงสถานีรถไฟสามเสนก็ลงมารอให้ ครูฝึกและผู้บังคับบัญชามารับเพื่อละลายพฤติกรรมตามประเพณี

ครับท่าน เหนื่อยสุดใจจนถึงขั้นแทบรากเลือดแน่นอน

แต่มันก็เป็นเสี้ยวหนึ่งของชีวิตที่สอนให้เรา อดทน อดกลั้น ต่อความเหนื่อยล้าทางร่างกาย ต่อสิ่งที่กดดันบีบคั้นจิตใจอย่างแสนสาหัส เพื่อให้มีแรงใจในการต่อสู้กับความยากลำบากที่จะต้องได้พบเจอในการปฏิบัติหน้าที่ในอนาคต นั่นทำให้มีวันนี้

ภาพนี้บังเอิญมีผู้เขียนติดอยู่ด้วยเหมือนกัน ช่วงนั้นน้ำหนักคงจะอยู่ที่ 51 กก.ครึ่งหนึ่งของวันนี้

และในภาพนี้ สถานที่คือบริเวณหน้าสนามยิงปืน หลังตึกบัญชาการ กรมการสารวัตรทหารบก ถนนโยธี พญาไท กทม.หากมีสารวัตรทหารท่านใดยังไม่รู้จักสถานที่นี้ก็สมควรเขียนใบลาออกไปเสียก่อน แล้วค่อยยื่นใบสมัครมาใหม่ในเวลาอันสมควรครับ เพราะที่นี่คือแหล่งรวมวิชาการและกำลังพลเหล่าทหารสารวัตรอย่างแท้จริง

ถึงแม้ว่าบทบาทหน้าที่และความสำคัญของเหล่าทหารสารวัตรจะถูกบดบังด้วยเหตุผลหลายประการ แต่กำลังพลเหล่าทหารสารวัตรทุกนายก็คงตระหนักได้ถึงขอบเขตและประสิทธิภาพในการปฏิบัติหน้าที่ของพวกเราว่ามีอิทธิพลอย่างมากต่อกองทัพ และเป็นหน้าตาของกองทัพในด้านการปฏิบัติงานด้วยความรวดเร็ว เฉียบขาด มีประสิทธิภาพสูงสุดในทุกภารกิจที่ได้รับมอบหมาย เพียงแต่ว่าทหารสารวัตรกลับไม่ได้รับการส่งเสริม หรือสนับสนุนให้มีบทบาท หน้าที่ ตามที่กฎหมายบัญญัติไว้ได้อย่างครบถ้วน

แต่แบบธรรมเนียมทหารที่ทหารสารวัตรเป็นผู้รักษากลับถูกละเมิดล่วงเกินอย่างต่อเนื่องด้วยมือของผู้ที่มียศสูงกว่า หรือผู้ที่มีอำนาจเหนือกว่าผู้บังคับบัญชา อันไม่ได้เป็นไปตามบทบัญญัติของกฎหมายหรือตามแบบธรรมเนียมของทหารที่แท้จริง

ระบอบอุปถัมภ์ในวงการทหารก็เป็นเฉกเช่นระบอบอุปถัมภ์ของสังคมทั่วไป นั่นคือ ความมีอภิสิทธิเหนือกว่าผู้อื่น  เป็นสิ่งที่กระทำกันอย่างเปิดเผย ท้าทายต่อสายตาและความรู้สึกของผู้ที่พบเห็น โดยไม่ใยดีต่อความถูกต้องชอบธรรม โดยการละเมิดสิทธิขั้นพื้นฐานของความเท่าเทียมกันในความเป็นมนุษย์ คงไม่มีใครเชื่อหากมีใครพูดถึงกองทัพในแง่ลบ เกี่ยวกับการใช้กำลังประทุษร้ายผู้ใต้บังคับบัญชา เกี่ยวกับความอยุติธรรมในกระบวนการปกครองที่มีมาอย่างยาวนาน เกี่ยวกับความเหลื่อมล้ำในวิถีการดำรงชีวิตของผู้คนภายในรั้ว

คงไม่แปลกหากจะพบทหารนายหนึ่งมียศจ่าสิบเอก แต่ไม่เคยแต่งเครื่องแบบสักครั้งเดียวจนถึงวันเกษียณอายุราชการ เนื่องจากต้องดูแลคนงานในไร่ขนาดใหญ่ โดยรับเงินเดือนจากเงินภาษีอากรของรัฐบาลมาโดยตลอด  และตัวผมเองยังคงรู้สึกหงุดหงิดกับทหารเกณฑ์บางท่านที่ใช้ชีวิตความเป็นทหารอยู่เพียงในช่วงของการฝึก ประมาณ 2 เดือน จากนั้นก็กลับมาบ้าน แต่งเครื่องแบบแทบทั้งวัน คุยโม้โอ้อวดสารพัดเรื่อง ลืมไปสนิทใจว่าตัวเองนั้นถึงกับร้องไห้ร้องห่มตอนจับใบแดงได้ มิหนำซ้ำยังมีทีท่าว่าจะเผ่นหนีไปอีกด้วย แต่ไม่กี่เดือนต่อมาปรากฎว่าไอ้หมอนั่นกลับไปทำงานในโรงงานอยู่ที่ กทม. ไม่ได้แต่งเครื่องแบบทหารอีกแล้ว จนถึงวันที่พ่อแม่ของมันไปรับใบกองหนุนมาจากอำเภอเมื่อครบกำหนด 2 ปี ซึ่งเชื่อได้ว่านี่ไม่ใช่รายเดียวที่มีอยู่ในประเทศนี้

ช่องโหว่ของทหารมีมากมายทั้งจากระบบวิธีในทางปกครอง การรักษาระเบียบวินัยอย่างเคร่งครัด การปฏิบัติตามกฎ ระเบียบของทางราชการอย่างจริงจัง และการละทิ้งนิสัยในการคอรัปชั่นของผู้มีอำนาจที่ส่งต่อกันเป็นทอดๆ ตามลำดับสายการบังคับบัญชา เป็นเหมือนเนื้อร้ายกัดกินกองทัพจนกลายสภาพเป็นเหมือนแหล่งสะสมของตัวเชื้อโรค

กองทัพมีอาวุธเป็นพลังอำนาจที่ไม่มีสังคมใดจะมาทัดทานได้
ทำให้มีกำลังกล้าแข็งพอที่จะท้ายทายความไม่ชอบธรรมต่างๆ นาๆ
สามารถสกัดกั้นวิกฤติการณ์ที่เกิดขึ้นในบ้านเมืองมานับครั้งไม่ถ้วน
รวมถึงการสร้างวิกฤติการณ์ขึ้นมาเองในบางครั้งบางหน
แต่หากกองทัพไม่มีระเบียบวินัยในการควบคุมกำลังคนของตน
หรือไม่เคารพในหลักการ ยึดถือ กฎ ระเบียบที่วางไว้ เพื่อผดุงความยุติธรรม
กองทัพก็เปรียบเสมือนกองโจรที่จะทำลายประเทศชาติเสียเอง

ทุกสังคมย่อมมีข้อบกพร่องของตน

สังคมที่ไม่ยอมรับข้อบกพร่องที่มีอยู่ของตน
สังคมนั้นก็พินาศลงไปแล้วอย่างเงียบๆ